Crucifixion And Resurrection of Jesus

Crucifixion And Resurrection of Jesus

Jesus is Tried by the Sanhedrin
พระเยซูถูกไต่สวนโดยพวกซานเฮดริน (Sanhedrin)

The high priest accuses Jesus of blasphemy.


 After Judas betrayed Jesus in the Garden of Gethsemane, the mob took Jesus to the house of Caiaphas. Peter had vowed he would never desert Jesus. But Jesus said to him, “Before the rooster crows, you will deny me three times.” All of Jesus’ disciples ran away in fear when Jesus was arrested. But Peter followed at a distance and came to the courtyard of the high priest. Three different people recognized him as one of Jesus’ disciples, but Peter strongly denied it each time. Then a rooster crowed, and Peter remembered what Jesus had said. He felt very ashamed and began to cry.

หลังจากที่จูดาส (Judas) ทรยศพระเยซูที่สวนเกทเสมนี (Gethsemane) ฝูงชนจับกุมตัวพระเยซู
ไปที่คายาฟาส (Caiaphas) ปีเตอร์ (Peter) ปฏิญาณว่าเขาจะไม่ทอดทิ้งพระเยซู แต่พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ก่อนที่ไก่จะขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง” หลังจากที่พระเยซูถูกจับ บรรดาสาวก
ของพระเยซูต่างพากันหนีไปด้วยความกลัว แต่ปีเตอร์ตามไปห่าง ๆ และไปที่ศาลไต่สวนของปุโรหิตสูงสุด คนสามคนจำได้ว่าปีเตอร์เป็นสาวกของพระเยซู แต่ปีเตอร์ปฏิเสธคำกล่าวนั้นทุกครั้ง
เมื่อไก่ขัน ปีเตอร์จึงระลึกได้ว่าพระเยซูตรัสกับตนว่าอย่างไร เขารู้สึกละอายเป็นอย่างมาก


The high priest, all the chief priests, and the scribes were waiting at the high priest’s house. This was an informal late-night meeting of the Sanhedrin , the Jewish ruling council. They had come together to put Jesus on trial, but it was not to be a fair trial. The religious leaders were looking for evidence that would justify putting Jesus to death, but they could not find any. They called many witnesses against Jesus, but the witnesses did not agree with each other.

ในเวลาดึก ปุโรหิตสูงสุด หัวหน้าปุโรหิตและผู้ติดตามต่างก็รออยู่ที่ศาลของปุโรหิตสูงสุด เป็นการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของศาลของพวกชาวยิวที่เรียกกันว่าซานเฮดริน พวกเขามารวมตัวกันเพื่อที่จะเอาผิดพระเยซูแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้นำทางศาสนาหาหลักฐานมายืนยันเพื่อหาทางประหารพระเยซู แต่ก็ไม่สามารถหาได้ พวกเขาจึงเรียกตัวพยานทั้งหลายมาเพื่อต่อต้านพระเยซู แต่พยานเหล่านั้นหาข้อตกลงกันไม่ได้


Finally, the high priest demanded of Jesus, “Tell us if you are the Messiah, the Son of God.” Jesus replied, “I am, and you will see me, the Son of Man, sitting at God’s right hand and coming back on the clouds of heaven.” Then the high priest said, “You have just heard His blasphemy! Why do we need any more witnesses? What is your verdict?” They all shouted, “He deserves death!” Then they spat in Jesus’ face and started beating Him.

ในที่สุดปุโรหิตสูงสุดก็เรียกร้องต่อพระเยซู “บอกพวกเราหน่อยสิว่าเจ้าคือผู้ไถ่บาป บุตรของพระเจ้าจริงหรือ” พระเยซูตอบว่า “เราเป็นบุตรของพระเจ้า แล้วท่านจะเห็นเรา ผู้ซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้านั่งอยู่ด้านขวาของพระเจ้าและกลับมาบนเมฆของสวรรค์” ได้ยินดังนั้นปุโรหิตสูงสุดจึงกล่าวว่า “พวกท่านได้ยินคำดูหมิ่นของเขากันแล้วใช่ไหม ทำไมเรายังจะต้องการพยานเพิ่มอีก พวกท่านคิดว่าเราควรตัดสินใจอย่างไร” บรรดาชนทั้งหลายตะโกนกลับมาว่า “เขาต้องตาย” จากนั้นพวกเขาก็ถ่มน้ำลายรดพระองค์และทุบตีพระองค์


Jesus is Tried by Pilate
พระเยซูถูกไต่สวนโดยปิลาต (Pilate)


The religious leaders take Jesus to Pilate and accuse Him falsely.
คณะปุโรหิตสูงสุดนำตัวพระเยซูไปพบปิลาต และกล่าวหาพระเยซู


The religious leaders had agreed that Jesus should be put to death. But they did not have authority to put anyone to death under Roman law. So, as soon as morning came, they took Jesus to the Roman governor, Pontius Pilate. They falsely accused Jesus of treason against the Roman Empire for claiming to be the king of the Jews and for urging people not to pay their taxes.

คณะปุโรหิตสูงสุดเห็นด้วยกับการประหารชีวิตพระเยซู แต่ภายใต้กฎหมายของโรมัน พวกเขาไม่มีอำนาจที่จะสั่งประหารชีวิตใคร ดังนั้นตอนรุ่งสางพวกเขาจึงนำตัวพระเยซูไปพบปอนติอุส ปิลาต (Pontius Pilate) ที่ว่าการผู้ว่าการรัฐโรมัน พวกเขากล่าวหาพระเยซูว่าเป็นกบฏต่ออาณาจักรโรมัน โดยการอ้างตัวเป็นกษัตริย์ของชาวยิว และชักชวนให้ประชาชนเลิกจ่ายภาษี


Pilate saw that Jesus was not really guilty of anything and wanted to let Him go. But Pilate did not want trouble with the religious leaders. He asked Jesus, “Are you the king of the Jews?” Jesus replied, “My kingdom is not of this world. If it were, my followers would have fought to prevent my arrest by the Jewish leaders. But my kingdom is from another place.”

ปิลาตเห็นว่าพระเยซูไม่มีความผิด จึงคิดจะปล่อยพระองค์ไป แต่ไม่ต้องการให้เกิดปัญหากับผู้นำทางศาสนา เขาจึงถามพระเยซูว่า “ท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือ” พระเยซูตรัสว่า “อาณาจักรของเรามิได้อยู่ในโลกนี้ เพราะถ้าใช่ เหล่าสาวกของเราจะต้องต่อต้านการที่เหล่าหัวหน้าชาวยิวเหล่านี้จับตัวเรามา แต่อาณาจักรของเราอยู่ที่อื่น”


It was the governor’s custom to release one prisoner at the Passover Feast. The Jewish leaders knew this and had persuaded the crowd of people gathered around Pilate’s house to call for the release of a criminal named Barabbas and to demand that Jesus be crucified.

เป็นประเพณีของผู้ปกครองรัฐที่ต้องปล่อยตัวนักโทษในงานเทศกาลปัสคา (Passover Feast) เพื่อระลึกถึงการอพยพของชาวยิวจากอียิปต์  หัวหน้าของชาวยิวทราบดี จึงชักจูงฝูงชนมารวมกันรายล้อมบ้านของปิลาตเพื่อที่จะเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษชื่อบาราบัส (Barabbas) และเรียกร้องให้มีการตรึงกางเขนพระเยซู


Pilate asked the crowd of people, “Which do you want me to release, Barabbas or Jesus?” The crowd yelled for Barabbas to be released. Pilate asked, “Then what should I do with Jesus?”, and the crowd yelled “Crucify Him, Crucify Him!” So Pilate ordered the Roman soldiers to crucify Jesus.

ปิลาตถามฝูงชนว่า “ต้องการให้ปล่อยตัวบาราบัสหรือพระเยซู” ฝูงชนตะโกนตอบว่า “บาราบัส”
ปิลาตจึงถามต่อว่า “แล้วจะให้เราทำอย่างไรกับพระเยซู” ฝูงชนก็ตะโกนตอบกลับมาว่า “ตรึงกางเขน
ตรึงกางเขน” ดังนั้นปิลาตจึงสั่งให้ทหารตรึงกางเขนพระเยซู


Jesus is Crucified


Jesus is crucified.


Crucifixion was a cruel form of death reserved for criminals and slaves. First, Jesus was beaten by Roman soldiers. Then he was made to carry His cross to the place of execution. Jesus must have been too weak from the beating to carry His cross all the way; the soldiers forced a man named Simon of Cyrene to carry it the rest of the way.

การตรึงกางเขนเป็นรูปแบบการตายที่โหดร้ายสำหรับลงโทษอาชญากรและทาส  ในตอนแรกพระเยซูถูกทหารโรมันทุบตี จากนั้นพระองค์ถูกบังคับให้แบกกางเขนไปยังแดนประหาร แต่พระองค์ทรงอ่อนแรงจากการโดนทำร้ายจนไม่สามารถแบกกางเขนได้ ทหารจึงบังคับให้ชายผู้หนึ่งนามว่า
ไซมอน (Simon) แห่งไซรีน (Cyrene) แบกกางเขนไปตลอดระยะทางที่เหลือ



The cross was placed between two other men who were being crucified that day. The soldiers nailed Jesus to the cross and left Him to die. They put a sign on the cross to mock Jesus that said, “Jesus of Nazareth, the King of the Jews.”

กางเขนของพระองค์ปักอยู่ระหว่างกางเขนของชายสองคนที่ถูกตรึงกางเขนในวันเดียวกัน ทหารตรึงพระเยซูไว้กับไม้กางเขนและปล่อยให้พระองค์สิ้นพระชนม์ พวกเขาเขียนข้อความลงบนไม้กางเขนเพื่อเป็นการเยาะเย้ยพระองค์ว่า “พระเยซู แห่ง นาซาเร็ธ กษัตริย์ของชาวยิว” (Jesus of Nazareth, the King of the Jews)



About noon, strange things begin to happen. Darkness came over the land for three hours. Then Jesus cried out, “Father, into your hands I commend my spirit,” and then He died. The curtain of the temple was mysteriously torn in two, and there was a great earthquake.

ราว ๆ เที่ยงวัน เริ่มเกิดเหตุการณ์ประหลาด ความมืดเข้ามาปกคลุมแผ่นดินเป็นเวลากว่าสามชั่วโมง พระเยซูร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอฝากจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” จากนั้นพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ ทันใดนั้นม่านในวิหารขาดออกจากกันเป็นสองท่อนอย่างลึกลับและเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง


It was Friday afternoon, and the Sabbath would start at sundown. It was also a very special Sabbath because it was Passover. The Jewish leaders wanted all the bodies buried before the Sabbath started because they were not allowed to do any work on the Sabbath.

ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายวันศุกร์ วันสะบาโต (Sabbath) จะเริ่มขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน วันสะบาโตในครั้งนั้นเป็นครั้งพิเศษมากเพราะอยู่ในระหว่างเทศกาลปัสคา ผู้นำชาวยิวต้องการให้ฝังศพทุกศพก่อนวันสะบาโตจะเริ่ม เพราะพวกเขาไม่ทำกิจใดๆ ในวันสะบาโต


One of Jesus’ followers, a man from the town of Arimathea named Joseph, went to Pilate and asked for Jesus’ body. He took Jesus’ body and hastily put it in a new tomb that had been carved in rock. He rolled a large stone in front of the tomb to seal it.

สาวกคนหนึ่งของพระเยซูนามว่า โจเซฟ (Joseph) แห่งอาริมาเธีย (Arimathea) ไปพบปิลาตเพื่อขอรับร่างของพระเยซู เขารับพระศพของพระองค์และรีบนำไปไว้ในหลุมฝังพระศพที่แกะสลักขึ้นมาใหม่จากหิน เขากลิ้งหินขนาดใหญ่ไปปิดหน้าหลุมฝังพระศพของพระเยซู




Easter – the Resurrection of Jesus


The Tomb is Empty!


Jesus’ body was hastily placed in a tomb on Friday afternoon. There was no time to properly prepare the body for burial with spices and ointments according to Jewish customs. No work could be done on the Sabbath, so that task had to wait until Sunday.

บ่ายวันศุกร์พระศพของพระเยซูถูกวางไว้ในหลุมฝังพระศพอย่างเร่งรีบ ไม่มีเวลาสำหรับเตรียมพระศพก่อนฝังด้วยเครื่องเทศและขี้ผึ้งตามประเพณีของชาวยิว เพราะกฎห้ามทำกิจใดก็ตามในวันสะบาโต ดังนั้นทุกอย่างต้องรอจนถึงวันอาทิตย์


Early Sunday morning, Mary Magdalene and several other women went to the tomb with the spices they had prepared. When they arrived, they found the tomb had been opened already. When they went in, they did not find Jesus’ body, and they wondered what had happened.

เช้าวันอาทิตย์ มารี แม็กดาลีน (Mary Magdalene) และผู้หญิงอีกหลายคนไปที่หลุมฝังศพพร้อมกับเครื่องเทศที่พวกเขาเตรียมไว้ เมื่อพวกเขามาถึงกลับพบว่าหลุมฝังศพเปิดไว้ เมื่อพวกเขาไปข้างใน พวกเขาไม่พบพระศพของพระเยซู พวกเขาต่างสงสัยว่าเ​​กิดอะไรขึ้น


Suddenly, two angels in dazzling white clothes were there. The women were terrified, but the angels said to them, “Why do you look for the living among the dead? He is not here; He has risen! Remember how He told you that He would be turned over to sinful men, be crucified, and rise again on the third day!”

ทันใดนั้นเองทูตสวรรค์สององค์ในเครื่องแต่งกายสีขาวระยิบระยับปรากฏกายขึ้น พวกผู้หญิงต่างหวาดกลัว แต่ทูตสวรรค์กล่าวกับพวกเขาว่า “เหตุใดท่านจึงมองหาคนเป็นในหมู่คนตาย พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่นี่ พระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาแล้ว ตามที่พระองค์ตรัสไว้ พระองค์จะถูกจับโดยคนบาป ถูกตรึงกางเขน และฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในวันที่สาม”


Angels announce that Jesus has risen from the dead.


The women ran back to tell Jesus’ apostles what they had seen. Peter and one other apostle went to the tomb to see for themselves. They looked in and saw the linen cloths that Jesus’ body had been wrapped in but nothing else. Then they went home, amazed and confused.

พวกผู้หญิงวิ่งกลับไปบอกสิ่งที่พวกเขาเห็นแก่เหล่าอัครสาวกของพระเยซู ปีเตอร์และอัครสาวกอีกคนหนึ่งวิ่งไปที่หลุมฝังศพเพื่อจะดูด้วยตัวเอง พวกเขามองเห็นเพียงผ้าป่านที่ห่อหุ้มพระศพของพระเยซูไว้ เขาจึงกลับบ้านไปด้วยความสับสนและประหลาดใจ


Jesus Appears to Mary Magdalene
พระเยซูปรากฏกายต่อหน้ามารี แม็กดาลีน


Jesus appears to Mary Magdalene.
ระเยซูปรากฏกายต่อหน้ามารี แม็กดาลีน

When Peter and the other apostle went home, Mary Magdalene stayed outside the tomb crying. Suddenly she saw Jesus standing there, but she did not recognize Him at first. Jesus said to her, “Woman, why are you crying? Who are you looking for?” Mary thought He must be the gardener and said, “Sir, if you have taken Him away, tell me where, and I will take Him!” Jesus said, “Mary!” Then she recognized Him and exclaimed, “Master!”

หลังจากที่ปีเตอร์และอัครสาวกกลับบ้านไป มารี แม็กดาลีนยังคงนั่งร้องไห้อยู่หน้าทางเข้าหลุมฝังพระศพ ทันใดนั้นพระเยซูก็ปรากฏตัวขึ้น แต่มารี แม็กดาลีนจำพระเยซูไม่ได้ พระเยซูจึงตรัสกับเธอว่า “หญิงเอ๋ย เจ้าร้องไห้ทำไม กำลังมองหาใครอยู่” มารีคิดว่าพระองค์เป็นคนสวนจึงพูดว่า “หากท่านนำร่างพระองค์ไป โปรดบอกเราว่านำไปไว้ที่ไหน เราจะไปนำพระองค์กลับมา” พระเยซูจึงเรียกชื่อเธอ “มารี” มารีจึงจำได้แล้วจึงร้องว่า “พระเยซูคริสตเจ้า”



Jesus said, “Don’t hold on to me, because I have not yet returned to the Father. But go to my disciples and tell them, ‘I am ascending to my Father and your Father, to my God and your God.'”

พระเยซูตรัสกับเธอว่า “อย่าหน่วงเหนี่ยวเราไว้ เพราะเรายังมิได้ขึ้นไปหาพระบิดาของเรา แต่จงไปหาพวก
พี่น้องของเรา และบอกเขาว่า เราจะขึ้นไปหาพระบิดาของเรา และพระบิดาของท่านทั้งหลาย ไปหาพระเจ้าของเรา และพระเจ้าของท่านทั้งหลาย”



Then Mary Magdalene went and said to the disciples, “I have seen the Lord!”, and she told them everything that had happened.

มารีจึงกลับไปบอกแก่เหล่าอัครสาวก “ข้าเห็นพระองค์” และจากนั้นเธอก็เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง



Jesus Talks with Two Disciples on the Road to Emmaus
พระเยซูสนทนากับสาวกสองคนระหว่างทางไปเอ็มเมอัส (Emmaus)


Jesus talks with two disciples on the road to Emmaus.
พระเยซูสนทนากับสาวกสองคนระหว่างทางไปเอ็มเมอัส (Emmaus)


Later that same Sunday, two of Jesus’ disciples, Cleopas [KLEE uh pas] and another man, were walking along the road to a village called Emmaus [em MAY us], which was about seven miles (11 km) from Jerusalem. All day they had been talking and wondering about all the things that had happened.

เย็นวันอาทิตย์นั้น สาวกสองคนของพระเยซูคือ คลีโอปัส (Cleopas) และชายอีกคนกำลังเดินไปตามถนนที่มุ่งไปยังหมู่บ้านเอ็มเมอัส (Emmaus) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเยรูซาเล็ม (Jerusalem) ออกไปสิบเอ็ดกิโลเมตร ตลอดทั้งวันพวกเขาต่างก็ประหลาดใจและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น


Suddenly, Jesus was there with them, but they did not recognize Him. “What are you talking about as you walk along?” He asked. The two disciples looked sad. Cleopas asked, “Are you the only one in Jerusalem who doesn’t know the things that have happened there in the last few days?””What things?” Jesus asked.

ทันใดนั้นพระเยซูปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา แต่พวกเขาจำพระองค์ไม่ได้ พระเยซูตรัสถามว่า “พวกท่านกำลังคุยเรื่องอะไรขณะที่เดินไปตามทางนี้” สาวกทั้งสองคนนั้นดูเศร้าสร้อย คลีโอปัสถามกลับว่า “ท่านเป็นคนเดียวในเมืองเยรูซาเล็มที่ไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันนี้หรือ” พระเยซูตรัสถามว่า “เรื่องอะไรหรือ”


“The things about Jesus of Nazareth, who was a great prophet before God and all the people, and how our chief priests and leaders handed Him over to be crucified. We had hoped that He was the one to redeem Israel. Yes, and besides, it is now the third day since all of this happened. And now, some women of our group amazed us. They went to His tomb early this morning, but they did not find His body there. They came back and told us that they had seen angels there who said he was alive. Some of those who were with us went to the tomb and found it just as the women said, but they did not see Jesus.” Then Jesus said to them, “Oh you are so foolish, and slow of heart to believe in all that the prophets have spoken! Wasn’t it necessary for Christ to suffer those things and enter into his glory?”

คลีโอปัสตอบว่า “เรื่องของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ (Jesus of Nazareth) ผู้เป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ่เหนือพระเจ้าและผู้คนทั้งปวง หัวหน้านักบวชและผู้นำส่งพระองค์ไปตรึงกางเขน เราหวังว่าพระองค์คือคนเดียวที่จะช่วยให้อิสราเอลพ้นจากบาปได้ ตอนนี้ผ่านไปสามวันแล้วตั้งแต่เกิดเรื่องราวทั้งหมดขึ้น ผู้หญิงบางคนในกลุ่มทำให้ประหลาดใจมาก พวกเธอไปที่หลุมฝังศพของพระองค์เมื่อเช้านี้ แต่ไม่พบร่างของพระองค์ที่นั่น พวกเธอกลับมาบอกเราว่าเจอทูตสวรรค์และทูตสวรรค์บอกว่าพระเยซูยังมีชีวิตอยู่ บางคนที่อยู่กับพวกเราจึงไปที่หลุมฝังศพและพบว่าเป็นจริงดังที่ผู้หญิงเหล่านั้นบอก” พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “พวกท่านช่างโง่เขลาและมีจิตใจเชื่องช้ากว่าจะเชื่อคำของศาสดา เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับพระเยซูคริสต์ไม่ใช่หรอกหรือ ที่จะต้องทนทุกข์ทรมานก่อนจะได้รับการยกย่องสรรเสริญ”


As they came near the village of Emmaus, the two disciples said to Jesus, “Stay with us, because it is late and the day is now nearly over.” So Jesus went in to stay with them. As they were eating, Jesus took bread, blessed it and broke it, and gave it to them. Suddenly they recognized Him as Jesus, and He vanished from their sight.

ขณะที่พวกเขาใกล้ถึงหมู่บ้านเอ็มเมอัส สาวกทั้งสองคนพูดกับพระเยซูว่า “พักอยู่กับเราเถอะเพราะนี่ก็ดึกแล้ว อีกไม่นานคงหมดวัน” พระเยซูจึงทรงพักอยู่กับพวกเขา ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร พระเยซูทรงหยิบขนมปัง ให้พรและบิขนมปังนั้นส่งให้พวกเขา ทันใดนั้นทั้งคู่จดจำพระองค์ได้ พระเยซูก็หายลับไปต่อหน้าต่อตา



The two disciples quickly returned to Jerusalem and found the eleven apostles and some of Jesus’ other followers gathered together. The apostles told them, “It’s true! The Lord has risen and has appeared to Peter.” Then the two disciples told everything that had happened on the road to Emmaus.

สาวกทั้งสองรีบกลับไปที่เมืองเยรูซาเล็ม พวกเขาพบอัครสาวกอีกสิบเอ็ดคนของพระเยซู รวมทั้งผู้ติดตามพระเยซูจำนวนหนึ่งมารวมตัวกัน พวกเขาบอกกับคนอื่นๆ ว่า “นี่เป็นเรื่องจริง พระผู้เป็นเจ้าฟื้นขึ้นมาและปรากฏตัวต่อหน้าปีเตอร์” สาวกทั้งสองจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทางไปเอ็มเมอัส



Jesus Appears to the Apostles


All Thomas could say was, “My Lord and my God!”
โธมัสพูดได้เพียงแค่ “พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าของข้า”



That same Sunday evening most of the apostles were together. They had locked themselves in a room in fear that the religious leaders would want them crucified next. Suddenly, Jesus was there among them. He said, “Peace be with you.” Jesus showed them the wounds from crucifixion in his side and hands. The apostles were overjoyed to see Jesus alive again. Jesus said again, “Peace be with you. As the Father has sent me, so I send you.”

ในเย็นวันอาทิตย์วันเดียวกันนั้น บรรดาอัครสาวกของพระเยซูมารวมตัวกัน พวกเขาปิดประตูลงกลอนอยู่ในห้องนั้นเพราะกลัวว่าผู้นำศาสนาจะนำตัวพวกเขาไปตรึงกางเขน ทันใดนั้น พระเยซูปรากฏตัวท่ามกลางพวกเขา พระองค์ตรัสว่า “สันติสุขจงอยู่กับพวกท่านทั้งหลาย” พระเยซูทรงให้พวกเขาดูรอยแผลจากการตรึงกางเขนที่พระหัตถ์และสีข้าง เหล่าอัครสาวกปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพ พระเยซูตรัสอีกครั้งว่า “สันติสุขจงอยู่กับพวกท่านทั้งหลาย พระบิดาส่งเรามา ดังนั้นเราจะส่งพวกท่านเช่นกัน”


The apostle Thomas was not with the others when Jesus appeared to them. So the others told him, “We have seen the Lord.” But Thomas said, “Unless I see the nail marks in His hands, and put my finger in the nail holes and my hand in the wound in His side, I will not believe it.”

โธมัส (Thomas) ซึ่งเป็นอัครสาวกคนหนึ่งของพระเยซูไม่ได้อยู่ด้วยเมื่อพระเยซูปรากฏตัว สาวกคนอื่นๆ บอกเขาว่า “พวกเราเห็นพระผู้เป็นเจ้า” แต่โธมัสกล่าวว่า “ถ้าเราไม่ได้เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ของพระองค์ ไม่ได้เอานิ้วของเราแยงไปที่รอยตะปูนั้นและสีข้างของพระองค์ เราจะไม่เชื่อเรื่องนี้หรอก”


A week later the apostles were again locked in the same room, and Thomas was with them. Jesus again came and stood among them and said, “Peace be with you.” Then Jesus said to Thomas, “Put your finger here and look at my hands. Put your hand in my side. Don’t doubt it anymore. Believe!” All Thomas could say was, “My Lord and my God!” Jesus said to him, “Have you believed because you have seen? Blessed are those who have not seen but have come to believe.”

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา บรรดาอัครสาวกปิดประตูลงกลอนอยู่ด้วยกันในห้องเดิมนั้น และโธมัสก็อยู่กับพวกเขาด้วย พระเยซูปรากฏตัวอีกครั้งและตรัสว่า “สันติสุขจงอยู่กับพวกท่านทั้งหลาย” จากนั้นพระเยซูตรัสกับโธมัสว่า “จงยื่นนิ้วมาที่นี่และดูมือของเรา จงยื่นมือมาคลำที่สีข้างของเรา อย่าสงสัยอีกต่อไปเลย จงเชื่อเถิด” โธมัสทูลพระองค์ว่า “พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าของข้า” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ท่านเชื่อเพราะท่านได้เห็น หลายคนที่ไม่ได้เห็นแต่เชื่อนั้นก็มีความสุขแล้ว”



Jesus Ascends to Heaven


Jesus ascends to heaven.


Jesus remained on earth for 40 days after He was resurrected from the dead on that Sunday morning (Acts 1:3). He appeared again to the apostles at the Sea of Tiberias (Sea of Galilee) and on a mountainside in Galilee. He also appeared to more than 500 others (1 Corinthians 15:6).

พระเยซูอยู่บนโลกมนุษย์ต่อไปอีกสี่สิบวันหลังพระองค์ทรงฟื้นจากความตายเมื่อเช้าวันอาทิตย์นั้น (กิจการ 1:3) พระองค์ปรากฏตัวอีกครั้งต่อหน้าบรรดาอัครสาวกที่ทะเลทิเบเรียส (Sea of Tiberias) หรือที่เรียกว่าทะเลกาลิลี (Sea of Galilee) และบนไหล่เขาในแคว้นกาลิลี พระองค์ยังปรากฏตัวต่อบรรดาสาวกจำนวนกว่าห้าร้อยคน
(1 โครินธ์ 15:6)


Jesus’ parting words to His disciples were,



All authority in heaven and on earth has been given to me. Go therefore and make disciples of all nations, baptizing them in the name of the Father and of the Son and of the Holy Spirit, and teaching them to obey everything that I have commanded you. And           remember, I am with you always, to the end of the age. (NRSV, Matthew 28:18-20)

“อำนาจทั้งหมดบนสวรรค์และโลกมนุษย์ส่งมอบมาให้เราแล้ว เพราะฉะนั้นพวกท่านทั้งหลายจงออกไปกระทำให้ทุกชนชาติเป็นสาวกของเรา ทำพิธีศีลจุ่มให้พวกเขาในนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนพวกเขาให้เชื่อสิ่งที่เราบอกกับพวกท่านไว้ และจงจำไว้ว่าเราจะอยู่กับพวกท่านเสมอจนกว่าจะถึงคราวสิ้นยุค” (มัทธิว 28:18-20)


When it was time for Jesus to return to heaven, He led His disciples out to a place near Bethany, a village on the slopes of the Mount of Olives about 2 miles (3 km) from Jerusalem. Jesus lifted up His hands and blessed them. Then He ascended to heaven, and the disciples lost sight of Him in a cloud.

เมื่อถึงเวลาที่พระเยซูจะกลับคืนสู่สรวงสวรรค์ พระองค์ทรงนำเหล่าสาวกมายังสถานที่ใกล้หมู่บ้านเบธทานี (Bethany) ซึ่งตั้งอยู่บนทางลาดของภูเขามะกอก (Mount of Olives) ห่างจากเมืองเยรูซาเล็มประมาณสามกิโลเมตร พระเยซูทรงยกพระหัตถ์ขึ้นและให้พรบรรดาสาวก จากนั้นพระองค์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ มีเมฆมาปกคลุมพระองค์จนลับไปจากสายตาของพวกเขา







กลุ่มที่ 3 : Crucifixion and Resurrection of Jesus

นางสาวอรณรัชช์   โตนอก                              05560137
นางสาวเปมนีย์      จันทร์สอกลิ่น                     05560206
นางสาวสมฤดี       การภักดี                              05560350


One thought on “Crucifixion And Resurrection of Jesus

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in: Logo

You are commenting using your account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )


Connecting to %s