The First Council of Nicaea

The First Council of Nicaea

The First Council of Nicaea was the earliest ecumenical council of the Christian Church, held in the city of Nicaea in 325 C.E. The council summoned all the Bishops of the Christian Church who produced a significant statement of Christian doctrine, known as the Nicene Creed that sought to clarify issues of Christology, in particular, whether Jesus was of the same substance as God the Father or merely of similar substance. Saint Alexander of Alexandria and Athanasius took the first position while the popular presbyter Arius took the second. The council voted against Arius.

 

http://www.internationalbulletin.org/issues/2009-01/2009-01-coverimage-a.jpg
The First Oecumenical Council of Nicaea, by Michael Damaskinos. ภาพวาดการประชุมสภาไนเซียครั้งที่หนึ่ง วาดโดยไมเคิล ดามาสกิโนส์

The council was called by the Roman Emperor Constantine I in order to resolve Christological disagreements and to consolidate greater unity in his empire. The event was historically significant because it was the first effort to attain consensus in the church through an assembly representing all of Christendom. Further, “Constantine in convoking and presiding over the council signaled a measure of imperial control over the church.” The Nicene Creed established a precedent for subsequent ecumenical councils of bishops to create statements of belief and canons of doctrinal orthodoxy— the intent being to define unity of beliefs for the whole of Christendom.

การประชุมสภาแห่งไนเซียครั้งที่หนึ่ง 

การประชุมสภาแห่งไนเซียครั้งที่หนึ่ง เป็นการประชุมครั้งแรกที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมลัทธิต่างๆ ในคริสต์ศาสนาให้เป็นหนึ่งเดียวกัน การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นในคริสต์ศักราช 325 ที่เมืองไนเซีย (ปัจจุบันคือเมืองอิซนิค ประเทศตุรกี) สภาได้เรียกประชุมเหล่าบาทหลวง  เพื่อหาข้อสรุปในการพิจารณาว่า
พระเยซูนั้นเป็นพระเจ้าหรือไม่ โดยบาทหลวงเหล่านี้เป็นผู้เผยแพร่หลักการไนซีน (The Nicene Creed) สภาดังกล่าวก่อตั้งขึ้นโดยมีนักบุญอเล็กซานเดอร์ แห่งอเล็กซานเดรีย (Saint Alexander of Alexandria) และอธานาเซียส (Athanasius) ดำรงตำแหน่งประธานสภา ในขณะที่บาทหลวงเอเรียส
(the popular presbyter Arius)ดำรงตำแหน่งรองประธาน แต่เสียงส่วนใหญ่ในสภาไม่เห็นด้วยกับ
เอเรียส

จักรพรรดิคอนแสตนตินมหาราชแห่งจักรวรรดิโรมัน (the Roman Emperor Constantine I) จึงได้เรียกประชุมสภาดังกล่าว เพื่อยุติความขัดแย้งในศาสนาและเพื่อสร้างเอกภาพแห่งจักรวรรดิให้เข้มแข็ง เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เนื่องจากเป็นความพยายามครั้งแรกในจัดการประชุมเพื่อหามติเอกฉันท์จากเหล่าสมาชิกในคริสตจักร ยิ่งไปกว่านั้น “การเรียกประชุมและการดำรงตำแหน่งประธานของจักรพรรดิคอนแสตนติน ยังเป็นการแสดงอำนาจเหนือคริสตจักรของจักรพรรดิอีกด้วย” หลักการไนซีนได้บัญญัติแบบอย่างสำหรับสภาอีกสภาหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง  เรียกว่าสภาหัวหน้าบาทหลวงเพื่อความเป็นเอกภาพแห่งคริสตจักร เพื่อสร้างคำประกาศความเชื่อและข้อบัญญัติตามหลักศาสนาดั้งเดิมอันเป็นความตั้งใจในการนิยามเอกภาพแห่งความเชื่อสำหรับ
คริสตจักร

10_01
Constantine I จักรพรรดิคอนแสตนตินมหาราช

Character and purpose

The First Council of Nicaea was convened by Constantine I upon the recommendations of a synod led by Hosius of Cordoba in the Eastertide of 325 C.E. This synod had been charged with investigation of the trouble brought about by the Arian controversy in the Greek-speaking east. To most bishops, the teachings of Arius were heretical and dangerous to the salvation of souls. In the summer of 325 C.E., the bishops of all provinces were summoned to Nicaea (now known as İznik, in modern-day Turkey), a place easily accessible to the majority of them, particularly those of Asia Minor, Syria, Palestine, Egypt, Greece, and Thrace.

Approximately 250 to 318 bishops attended, from every region of the Empire except Britain. This was the first general council in the history of the Church since the Apostolic Council of Jerusalem, which had established the conditions upon which Gentiles could join the Church. The resolutions in the council, being ecumenical, were intended for the whole Church.

บทบาทและวัตถุประสงค์

จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชเป็นผู้เริ่มการประชุมสภาแห่งไนเซียครั้งที่หนึ่งขึ้นตามคำแนะนำของที่ประชุมคณะสงฆ์แห่งศาสนจักรซึ่งนำโดยพระสังฆราชฮอเซียส แห่งเมืองคอร์โดบา
ประเทศสเปน (Hosius of Cordoba) ในเทศกาลอีสเตอร์ ปีคริสต์ศักราช 325 การประชุมดังกล่าวกำหนดให้มีการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อพิพาทเอเรียน ผู้ที่ใช้ภาษากรีกใน
ภาคตะวันออก พระสังฆราชส่วนมากเห็นว่าหลักคำสอนของเอเรียสนั้นนอกรีตและเป็นอันตรายต่อความรอดของวิญญาณ ในฤดูร้อน ปีคริสต์ศักราช 325 เหล่าพระสังฆราชแต่ละมลรัฐได้รับเชิญไปที่เมืองไนเซีย (ปัจจุบันคือ เมืองอิซนิค ในประเทศตุรกีสมัยใหม่) ซึ่งเป็นเมืองที่พระสังฆราชส่วนใหญ่เดินทางไปได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ที่เอเชียน้อย (ดินแดนในอดีต ที่มีบริเวณส่วนใหญ่คือ ประเทศตุรกี ในปัจจุบัน) ประเทศซีเรีย ดินแดนปาเลสไตน์ ประเทศอียิปต์ ประเทศกรีซ และแคว้น-เทรซ (ปัจจุบันเป็นดินแดนที่อยู่ในประเทศตุรกีฝั่งยุโรป กรีซ และบัลแกเรีย)

พระสังฆราชประมาณ 250 องค์ ถึง 318 องค์จากทุกดินแดนในอาณาจักรโรมัน ยกเว้นเกาะบริเตนเข้าร่วมการประชุม การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมสภาสากลครั้งแรกในประวัติศาสตร์คริสตจักร
นับตั้งแต่สภาสาวกแห่งเยรูซาเล็ม(the Apostolic Council of Jerusalem) กำหนดเงื่อนไขอนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิวเข้าร่วมคริสตจักรได้ โดยที่ประชุมกำหนดให้ใช้มติดังกล่าวกับคริสตจักรทั่วโลก

Attendees

Emperor Constantine had invited all 1800 bishops of the Christian church (about 1000 in the east and 800 in the west), but a lesser and unknown number attended. Eusebius of Caesarea counted 250, Athanasius of Alexandria counted 318, and Eustathius of Antioch counted 270 (all three were present at the council). Later, Socrates Scholasticus recorded more than 300, and Evagrius, Hilarius, Saint Jerome and Rufinus recorded 318.

The participating bishops were given free travel to and from their episcopal sees to the council, as well as lodging. These bishops did not travel alone; each one had permission to bring with him two priests and three deacons; so the total number of attendees would have been above 1500. Eusebius speaks of an almost innumerable host of accompanying priests, deacons and acolytes.

ผู้เข้าร่วมประชุม

จักรพรรดิคอนสแตนตินเชิญพระสังฆราชทั่วทั้งคริสตจักร 1,800 องค์ (ประมาณ 1,000 องค์ทาง-
ทิศตะวันออก และ 800 องค์ทางทิศตะวันตก) แต่ผู้เข้าร่วมจริงๆนั้นมีจำนวนน้อยกว่า 1,800 องค์และไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด พระสังฆราชยูเซเบียส แห่งเซซาเรีย (Eusebius of Caesarea) นับได้ 250 องค์ นักบุญอะทาเนเชียสแห่งเมืองอะเล็กซานเดรีย(Athanasius of Alexandria) นับได้ 318 องค์ และ
พระสังฆราชยูทาเธียสแห่งเมืองแอนติออก(Eustathius of Antioch) นับได้ 270 องค์ (ทั้งสามองค์เข้าร่วมการประชุม) ภายหลัง นักปราชญ์โสกราตีส(Socrates Scholasticus) บันทึกไว้ว่ามีผู้เข้าร่วมมากกว่า 300 องค์ พระอีวาเกรียส(Evagrius) สมเด็จพระสันตะปาปาฮิลาเรียส(Hilarius) นักบุญเจอโรม(Saint Jerome) และรูฟิเนียส(Rufinus) บันทึกไว้ว่ามีผู้เข้าร่วม 318 องค์

พระสังฆราชที่เข้าร่วมการประชุมสภาจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งไปและกลับจากโบสถ์ของตนไปยังสภาและค่าที่พักแรม พระสังฆราชเหล่านี้ไม่ได้เดินทางโดยลำพัง แต่ละองค์ได้รับอนุญาตให้นำนักบวชสองคนและผู้ช่วยคณะสงฆ์อีกสามคนไปด้วย ดังนั้นจำนวนที่แท้จริงของผู้เข้าร่วมประชุมอาจมากกว่า 1,500 องค์ พระสังฆราชยูเซเบียสกล่าวว่านักบวช มัคนายก และผู้ช่วย-คณะสงฆ์ที่ติดตามมาด้วยมีจำนวนมากแทบนับไม่ถ้วน

Agenda and procedure

The following issues were discussed at the council:

  1. The Arian question;
  2. The celebration of Passover;
  3. The Meletian schism;
  4. The Father and Son one in purpose or in person;
  5. The baptism of heretics;
  6. The status of the lapsed in the persecution under Licinius.

The council was formally opened May 20, 325 C.E. in the central structure of the imperial palace, with preliminary discussions on the Arian question. In these discussions, some dominant figures were Arius, with several adherents. “Some 22 of the bishops at the council, led by Eusebius of Nicomedia, came as supporters of Arius. But when some of the more shocking passages from his writings were read, they were almost universally seen as blasphemous.” Bishops Theognis of Nicea and Maris of Chalcedon were among the initial supporters of Arius.

Eusebius of Caesarea called to mind the baptismal creed (symbol) of his own diocese at Caesarea in Palestine, as a form of reconciliation. The majority of the bishops agreed. For some time, scholars thought that the original Nicene Creed was based on this statement of Eusebius. Today, most scholars think that this Creed is derived from the baptismal creed of Jerusalem, as Hans Lietzmann proposed. Another possibility is the Apostle’s Creed.

In any case, as the council went on, the orthodox bishops won approval of every one of their proposals. After being in session for an entire month, the council promulgated on June 19 the original Nicene Creed. This profession of faith was adopted by all the bishops “but two from Libya who had been closely associated with Arius from the beginning.” No historical record of their dissent actually exists; the signatures of these bishops are simply absent from the creed.

วาระการประชุมและการดำเนินการ

ปัญหาที่หารือในสภามีดังต่อไปนี้

  1. ปัญหาของเอเรียน
  2. การเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกา(Passover)
  3. การแตกแยกของเมเลทิอุส
  4. พระเจ้าและพระเยซูเป็นหนึ่งเดียวกันในเจตนารมณ์หรือบุคคล
  5. ศีลล้างบาปของพวกนอกรีต
  6. สถานการณ์ของการกดขี่ข่มเหงที่ผ่านมาภายใต้การปกครองของจักรพรรดิลิซินิอุส(Licinius)

สภาเปิดประชุมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 เดือนพฤษภาคม ปีคริสต์ศักราช 325 ณ ศูนย์กลางพระราชวังของจักรพรรดิคอนสแตนติน พร้อมกับเริ่มการอภิปรายเบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาของเอเรียน ในการอภิปรายเหล่านี้  บุคคลที่มีบทบาทสำคัญคือ เอเรียส และสาวกของเขาหลายคน “พระสังฆราช 22 องค์ในสภาแห่งนี้ นำโดยพระสังฆราชยูเซเบียสแห่งเมืองนิโคเมเดีย(Eusebius of Nicomedia)
มาเพื่อสนับสนุนเอเรียส แต่หลังจากอ่านงานเขียนบางส่วนที่ลบหลู่ศาสนาคริสต์อย่างร้ายแรงของ
เอเรียส คณะสงฆ์ในที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่างานของเขาเป็นงานเขียนที่ดูหมิ่นศาสนา”
พระสังฆราชเธอ็อกนิสแห่งไนเซีย(Bishops Theognis of Nicea ) และพระสังฆราชมาริสแห่งเมือง-
แคลซีดอน(Maris of Chalcedon) อยู่ในกลุ่มผู้สนับสนุนดั้งเดิมของเอเรียส

พระสังฆราชยูเซเบียสแห่งเซซาเรียพยายามประนีประนอมข้อพิพาทในที่ประชุม โดยการเสนอวาระเกี่ยวกับหลักการพิธีศีลจุ่ม (สัญลักษณ์) ของเมืองเซซาเรียในดินแดนปาเลสไตน์ซึ่งเป็นสังฆมณฑลของพระองค์ พระสังฆราชส่วนใหญ่เห็นด้วย นักวิชาการบางกลุ่มคิดว่าหลักการไนซีนดั้งเดิมมีที่มามาจากคำแถลงของพระสังฆราชยูเซเบียส ปัจจุบัน นักวิชาการส่วนมากคิดว่า หลักการนี้มาจาก
หลักการเกี่ยวกับศีลล้างบาปแห่งเยรูซาเล็ม ดังที่ฮันส์ ไลทซ์แมนน์(Hans Lietzmann)เสนอ
ความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือมาจากหลักการของอัครสาวก(the Apostle’s Creed)

อย่างไรก็ตาม ขณะที่สภาดำเนินการประชุมไป ข้อเสนอทุกข้อของเหล่าพระสังฆราชนิกาย-
ออร์โธดอกซ์ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม หลังจากการประชุมยาวนานตลอดทั้งเดือน
สภาประกาศใช้หลักการไนซีนดั้งเดิมเมื่อวันที่ 19 เดือนมิถุนายน พระสังฆราชทุกคนยอมรับมติการ-ใช้หลักการนี้ “ยกเว้นพระสังฆราชสององค์จากประเทศลิเบีย ทั้งคู่คบค้าสมาคมกับเอเรียสมาแต่เดิม” ไม่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการคัดค้านของพวกเขา แต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อของ
พระสังฆราชสององค์ท้ายหลักการ

The Nicene Creed

The Creed was originally written in Greek, owing to the location of the city of Nicaea, and the predominant language spoken when it was written. Eventually it was translated into Latin and today there are many English translations of the creed including the following:

We believe in one God, the Father Almighty, the maker of heaven and earth, of things visible and invisible.

And in one Lord Jesus Christ, the Son of God, the begotten of God the Father, the Only-begotten, that is of the essence of the Father.

God of God, Light of Light, true God of true God, begotten and not made; of the very same nature of the Father, by whom all things came into being, in heaven and on earth, visible and invisible.

Who for us humanity and for our salvation came down from heaven, was incarnate, was made human, was born perfectly of the holy Virgin Mary by the Holy Spirit.

By whom He took body, soul, and mind, and everything that is in man, truly and not in semblance.

He suffered, was crucified, was buried, rose again on the third day, ascended into heaven with the same body, [and] sat at the right hand of the Father.

He is to come with the same body and with the glory of the Father, to judge the living and the dead; of His kingdom there is no end.

We believe in the Holy Spirit, in the uncreated and the perfect; who spoke through the Law, prophets, and Gospels; Who came down upon the Jordan, preached through the apostles, and lived in the saints.

We believe also in only One, Universal, Apostolic, and [Holy] Church; in one baptism in repentance, for the remission, and forgiveness of sins; and in the resurrection of the dead, in the everlasting judgement of souls and bodies, and the Kingdom of Heaven and in the everlasting life.

Some of the key points of the creed were as follows:

  1. Jesus Christ is described as “God from God, Light from Light, true God from true God,” confirming his divinity. When all light sources were natural, the essence of light was considered to be identical, regardless of its form.
  2. Jesus Christ is said to be “begotten, not made,” asserting his co-eternalness with God, and confirming it by stating his role in the Creation.
  3. Finally, he is said to be “from the substance of the Father,” in direct opposition to Arianism. Some ascribe the term Consubstantial,e., “of the same substance” (of the Father), to Constantine who, on this particular point, may have chosen to exercise his authority.

Of the third article only the words “and in the Holy Spirit” were left; the original Nicene Creed ended with these words. Then followed immediately the canons of the council. Thus, instead of a baptismal creed acceptable to both the homoousian and Arian parties, as proposed by Eusebius, the council promulgated one which was unambiguous in the aspects touching upon the points of contention between these two positions, and one which was incompatible with the beliefs of Arians. From earliest times, various creeds served as a means of identification for Christians, as a means of inclusion and recognition, especially at baptism. In Rome, for example, the Apostles’ Creed was popular, especially for use in Lent and the Easter season.

In the Council of Nicaea, one specific creed was used to define the Church’s faith clearly, to include those who professed it, and to exclude those who did not. The text of this profession of faith is preserved in a letter of Eusebius to his congregation, in Athanasius, and elsewhere.

Bishop Hosius of Cordova, one of the firm Homoousians, may well have helped bring the council to consensus. At the time of the council, he was the confidant of the emperor in all Church matters. Hosius stands at the head of the lists of bishops, and Athanasius ascribes to him the actual formulation of the creed. Great leaders such as Eustathius of Antioch, Alexander of Alexandria, Athanasius, and Marcellus of Ancyra all adhered to the Homoousian position.

In spite of his sympathy for Arius, Eusebius of Caesarea adhered to the decisions of the council, accepting the entire creed. The initial number of bishops supporting Arius was small. After a month of discussion, on June 19, there were only two left: Theonas of Marmarica in Libya, and Secundus of Ptolemais. Maris of Chalcedon, who initially supported Arianism, agreed to the whole creed. Similarly, Eusebius of Nicomedia and Theognis of Nice also agreed.

The emperor carried out his earlier statement: everybody who refuses to endorse the Creed will be exiled. Arius, Theonas, and Secundus refused to adhere to the creed, and were thus exiled, in addition to being excommunicated. The works of Arius were ordered to be confiscated and consigned to the flames, although there is no evidence that this occurred. Nevertheless, the controversy, already festering, continued in various parts of the empire.

หลักการไนซีน

หลักคำสอนนี้แรกเริ่มเขียนเป็นภาษากรีก เนื่องจากที่ตั้งของเมืองไนเซียและภาษาหลักที่ใช้สื่อสารกันในขณะที่คำสอนนี้ตราขึ้น ต่อมามีการแปลเป็นภาษาละตินและในปัจจุบันมีฉบับแปลภาษา-อังกฤษต่างๆเป็นต้นว่า

เราเชื่อในพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว พระบิดาผู้ทรงพลานุภาพ ผู้สร้างสรวงสวรรค์และโลกา ทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

และเชื่อในพระเยซูเจ้า บุตรของพระเจ้า ผู้ประสูติจากพระบิดา บุตรเพียงหนึ่งเดียวของพระบิดา ผู้สืบเชื้อสายเพียงหนึ่งเดียวของพระบิดา

ทรงเป็นพระเจ้าแห่งพระเจ้า แสงสว่างแห่งแสงสว่าง พระเจ้าผู้สืบเชื้อสายที่แท้จริงแห่งพระเจ้า เฉกเช่นพระบิดา ผู้สร้างทุกสิ่ง ผู้สร้างสรวงสวรรค์และโลกา ทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

เพื่อเรา เหล่ามนุษย์ และความอยู่รอด พระองค์อวตารลงมาจากสวรรค์ เป็นมนุษย์ผู้ประสูติจากพระนางพรหมจรรย์มารี ด้วยอานุภาพแห่งพระจิต

ด้วยร่างกาย จิตวิญญาณ จิตใจ แลสรรพสิ่งอันมนุษย์พึงมีได้แต่พระนางพรหมจรรย์มารี

พระองค์ทรงทนทุกข์เทวษ ถูกตรึงบนไม้กางเขน สิ้นพระชนม์ และถูกฝัง ก่อนฟื้นคืนชีพในสถานะ
พระบุตรในวันที่สาม เสด็จสู่สรวงสวรรค์และประทับอยู่เบื้องขวาของพระบิดา

พระองค์เสด็จกลับมาในสถานะเดิมด้วยเกียรติแห่งพระบิดา เพื่อพิพากษาความเป็นและความตายของมนุษย์อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เราเชื่อความประเสริฐแห่งพระจิต ผ่านข้อบัญญัติ ผ่านศาสดา และพระกิตติคุณของพระองค์ พระผู้ลงมาสถิตย์ ณ แม่น้ำจอร์แดน และโปรดเหล่ามนุษย์ผ่านเทศนาแห่งสาวกและนักบุญของพระองค์

เราเชื่อมั่นในศาสนจักรอันศักดิ์สิทธิ์ สากล เพียงหนึ่งเดียว เชื่อว่ามีเพียงศีลล้างบาปเท่านั้นที่จะอภัยบาปได้ และเชื่อเรื่องการฟื้นคืนชีพ เชื่อการรอคอยคำพิพากษาแห่งจิตวิญญาณ ร่างกาย สรวงสวรรค์ และชีวิตนิรันดร์

ประเด็นสำคัญบางส่วนจากหลักคำสอนมีดังนี้

  1. สภาลงมติว่าพระเยซูเป็น ‘พระเจ้าแห่งพระเจ้า แสงสว่างแห่งแสงสว่าง พระเจ้าผู้สืบเชื้อสายที่แท้จริงแห่งพระเจ้า’ ยืนยันความเป็นเทพ เมื่อแหล่งกำเนิดแสงทุกชนิดเป็นธรรมชาติ เนื้อแท้ของแสงสว่าง จึงถือว่าเป็นสิ่งเดียวกันโดยไม่คำนึงถึงรูปลักษณ์
  2. พระเยซูได้รับการยอมรับว่า ‘ เป็นพระเจ้าผู้สืบเชื้อสายที่แท้จริงแห่งพระเจ้า’ ยืนยันความเป็นนิรันดร์ร่วมกับพระเจ้า และรับรองด้วยการกล่าวถึงหน้าที่ของพระองค์ในบทที่ว่าด้วยการสร้างจักรวาลในพระคัมภีร์
  3. สุดท้าย พระองค์ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ ‘กำเนิดจากตัวตนของพระบิดา’ ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดของ
    บาทหลวงเอเรียส บางพวกอ้างว่าการเลือกใช้คำว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กล่าวคือ ‘มาจาก
    สิ่งเดียวกัน‘ (กับพระบิดา) เป็นความคิดของจักรพรรดิคอนแสตนตินมหาราช ซึ่งต้องการทดสอบ
    อำนาจเหนือคริสตจักรของพระองค์

หลักการวรรคที่สามในต้นฉบับนั้นจบด้วยคำว่า ‘และในพระจิต’  ซึ่งถูกตัดออก และตามมาด้วยข้อบัญญัติในที่ประชุม ด้วยเหตุนี้ แทนที่หลักการในการล้างบาปจะได้รับการยอมรับจากทั้งผู้ที่เชื่อใน
เอเรียส และผู้ที่เชื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพระบิดา อันเสนอโดยยูเซเบียส ที่ประชุมกลับออกหลักการใหม่ที่ไม่มีความหมายเข้าข้างความคิดเห็นของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดและขัดแย้งกับความเชื่อของเอเรียส ในช่วงก่อนนั้น ชาวคริสต์แสดงตนเป็นส่วนหนึ่งของคริสต์ศาสนาและแสดงการยอมรับซึ่งกันและกันผ่านหลักการต่างๆ โดยเฉพาะในพิธิศีลล้างบาป เช่น หลักการของอัครสาวก เป็นที่นิยมในกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยเฉพาะในเทศกาลมหาพรตซึ่งเป็นเทศกาลระลึกถึงการทรมานและการคืนพระชนม์ของพระเยซู มีระยะเวลา 40 วันและสิ้นสุดในวันอีสเตอร์

ในการประชุมสภาแห่งไนเซีย หลักการข้อหนึ่งได้นิยามความศรัทธาต่อศาสนจักร เพื่อแยกผู้ที่ยอมรับนับถือศาสนจักรออกจากผู้ที่ไม่นับถือไว้อย่างชัดเจน หลักการศรัทธาต่อคริสตจักรดังกล่าวปรากฏอยู่ในจดหมายของอูเซเบียสถึงเหล่าสานุศิษย์ของเขาที่อธานาเซียสและที่อื่นๆ

พระสังฆราชฮอเซียส แห่งเมืองคอร์โดบาในประเทศสเปน เป็นพระรูปหนึ่งในเหล่าคณะสงฆ์ที่เชื่อว่าพระบุตรกำเนิดจากตัวตนเดียวกับพระบิดาและมีส่วนช่วยในการผลักดันมติ  ในที่ประชุมให้เป็นเอกฉันท์ ในเวลานั้น ท่านเป็นคนสนิทและที่ปรึกษาเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนจักรของจักรพรรดิคอนแสตนติน ฮอเซียสเป็นพระสังฆราชระดับผู้นำในบรรดาคณะสงฆ์ อธานาเซียสสันนิษฐานว่าโฮเซียสเป็นผู้บัญญัติหลักการไนซีนขึ้น ผู้นำคณะสงฆ์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป เช่น
อูสตาเธียสแห่งแอนธอร์ค อเล็กซานเดอร์แห่งอเล็กซานเดรีย อธานาเซียสและมาร์เซลลัสแห่ง
อังซีรา(Marcellus of Ancyra) ล้วนเชื่อว่าพระเยซูและพระบิดามีสถานะเท่าเทียมกัน

แม้เขาจะเห็นใจเอเรียส แต่พระสังฆราชยูเซเบียส แห่งเซซาเรียยึดมั่นในการตัดสินใจของที่ประชุมที่ยอมรับหลักการทั้งหมด พระสังฆราชที่สนุบสนุนเอเรียสในตอนแรกมีจำนวนน้อย หลังจากการอภิปรายผ่านไปหนึ่งเดือน เมื่อวันที่ 19 เดือนมิถุนายน กลับเหลือพระสังฆราชเพียงสององค์เท่านั้นที่ยังคงสนับสนุนเอเรียส คือ พระสังฆราชธีโอนาส แห่งมาร์มาริกา ประเทศลิเบีย(Theonas of Marmarica in Libya) และพระสังฆราชเซคันดัส แห่งเมืองพโตเลเมส(Secundus of Ptolemais)
พระสังฆราชมาริส แห่งเมืองแคลซีดอน ซึ่งสนับสนุนลัทธิเอเรียสมาตั้งแต่ต้นเห็นด้วยกับหลักการทั้งหมด พระสังฆราชยูเซเบียส แห่งเมืองนิโคเมเดียและพระสังฆราชเธอ็อกนิส แห่งเมืองนีซ (Theognis of Nice) ก็เห็นด้วยเช่นกัน

จักรพรรดิคอนแสตนตินออกแถลงการณ์ว่า บุคคลใดก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับหลักการจะต้องถูกเนรเทศ  เอเรียส ธีโอนาสและเซคันดัสปฏิเสธไม่ยอมรับหลักการจึงถูก-เนรเทศและถูกขับไล่ออกจากศาสนจักร งานต่างๆของเอเรียสนั้นสันนิษฐานว่าถูกยึดไว้และนำไปเผาไฟแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันก็ตาม แต่กระนั้นข้อพิพาทดังกล่าวก็ยังดำเนินต่อไปในหลายๆ พื้นที่ของจักรวรรดิ

 

Source

http://www.newworldencyclopedia.org/entry/First_Council_ of_Nicaea

Image Sources

http://www.internationalbulletin.org/issues/2009-01/2009-01-coverimage-a.jpg

http://www.nationalgeographic.com/lostgospel/timeline_10.html

Group 4

  1. Kanchanok Julkitjawat 05560025
  2. Thunyatorn Sathirarat 05560142
  3. Setthawut Kerdchana 05560421
Advertisements

One thought on “The First Council of Nicaea

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s