EASTER FOODS AND THEIR MEANINGS

 

 

        While all holidays have their own special significance and traditions, no other holidays foods hold so much symbolic meaning as Easter. The meanings behind Easter foods have evolved out of two celebrations. The first is the original pagan celebration that marked the changing of the seasons and the renewal of life in spring. While the second is the present-day Christian festival of Easter that honors the resurrection of Christ.

          แม้ว่าทุกเทศกาลจะมีความสำคัญและธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ไม่มีอาหารของเทศกาลใดมีความหมายลึกซึ้งไปกว่าอาหารสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ ความหมายที่อยู่เบื้องหลังอาหารของเทศกาลนี้ได้รับอิทธิพลมาจากพิธีกรรมสองพิธีที่แตกต่างกัน  ประการแรกได้รับอิทธิพลมาจากพิธีกรรมทางศาสนาดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนฤดูกาลและการเริ่มต้นใหม่ของฤดูใบไม้ผลิ  ประการที่สองมาจากวันอีสเตอร์  พิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ในปัจจุบัน  เพื่อระลึกถึงการคืนพระชนม์ชีพของพระเยซู


 

eggs

            Since ancient times, eggs have been a symbol of fertility and new beginnings. So it makes sense that Christians would also use them to represent Christ’s resurrection. Although, the tradition of dying eggs in bright colors goes back to the Middle Ages, when it was done to represent the sunlight of spring.

              ตั้งแต่สมัยโบราณ ไข่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และการเริ่มต้นใหม่ คริสต์ศาสนิกชนใช้ไข่เป็นสัญลักษณ์แทนการฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยชูคริสต์ ธรรมเนียมการย้อมสีไข่นั้นด้วยสีสดใสจะนับตั้งแต่ยุคกลาง เมื่อการย้อมสีไข่ด้วยสีสดใสหมายถึงแสงอาทิตย์แห่งฤดูใบไม้ผลิ

            Dyeing Easter eggs may have a deeper religious connection as well. One tradition regarding Easter eggs is related to Mary Magdalene, the first person to see Jesus after the Resurrection. She was holding a plain egg in the presence of an emperor and proclaiming the Resurrection of Jesus Christ. The emperor said that Jesus’ rising from the dead was as likely as that egg turning red—and the egg turned bright red while he was still speaking. In addition, for the 40 days leading up to Easter, known as Lent, Christians begin preparing for the holiday by praying, meditating, and making personal sacrifices.

             การย้อมสีและตกแต่งไข่อาจจะเชื่อมโยงถึงศาสนาได้ลึกซึ้งกว่านั้น ในแง่หนึ่งไข่อีสเตอร์เกี่ยวข้องกับ        แมรี่ แม็กดาลีน บุคคลแรกที่ได้เห็นพระเยซูหลังจากพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ชีพ เธอได้นำไข่ธรรมดาๆฟองหนึ่งไปถวายองค์จักรพรรดิและแจ้งเรื่องการกลับมาของพระเยชูคริสต์ องค์จักรพรรดิจึงตรัสว่าการฟื้นคืนจากความตายของพระเยซูนั้นมีความเป็นไปได้มากพอๆกับการที่ไข่จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ในขณะที่พระองค์ทรงตรัส ไข่ฟองนั้นก็เปลี่ยนสีเป็นสีแดงเลือดนก นอกจากนี้ในระยะสี่สิบวันก่อนวันอีสเตอร์ หรือเป็นที่รู้จักกันในนามเทศกาลมหาพรต ชาวคริสต์จะเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับวันอีสเตอร์โดยการสวดมนต์ ทำสมาธิ หรือการงดอาหาร

“Christians [have historically] prepared themselves by forgoing ordinary dietary items, such as meat, eggs, and milk,” says Anne Kathryn Killinger, the author of An Inner Journey to Easter “For many years, Easter was known in Western Europe as Egg Sunday, for eating eggs on that day was one of its joys.” Those eggs were often presented in baskets lined with colored straw to resemble a bird’s nest, thanks again perhaps to Eostre.

          “ชาวคริสต์(ในอดีต) จะเตรียมตัวให้พร้อมโดยใช้วัตถุบางชนิดในการปรุงอาหารอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ และนม” แอนน์ แคทธรีน คิลลิงเกอร์ ผู้แต่งหนังสือเรื่อง An Inner Journey to Easter  กล่าวว่า “ชาวยุโรปตะวันตกรู้จักวันอีสเตอร์ในนามวันอาทิตย์อีสเตอร์มาหลายปีแล้ว และคิดว่าการกินไข่ในวันอาทิตย์เป็นสีสันของเทศกาลนี้” ไข่มักจะวางอยู่ในตะกร้าที่บุไปด้วยฟางสีๆลักษณะคล้ายรังนก คงต้องขอบคุณเทพีอีสตร้า เทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง

        Today, eggs take center stage at many Easter brunches in the form of casserole dishes such as Quiche Lorraine, and, of course, as the traditional Deviled Eggs, made after the morning Easter egg hunt.

         ปัจจุบันนี้ไข่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการปรุงอาหารหลายอย่างสำหรับวันอีสเตอร์ ในรูปแบบอาหารที่เสิร์ฟในถาดพาย เช่น พายกีช ลอร์เรนท์ นอกจากนี้ยังมีประเพณีการทำไข่ปีศาจยัดไส้ที่มักจะทำกัน ภายหลังจากการเล่นล่าไข่อีสเตอร์ในตอนเช้า


rabbit

      Current Easter celebrations are not complete without a visit from the Easter Bunny. The Easter Bunny as we know it has German roots. German children believed a magical rabbit would leave them a nest of colored eggs if they were well behaved. Pennsylvania Dutch settlers later brought this tradition to America in the 1700s.

         พิธีเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ในปัจจุบันจะไม่สมบูรณ์แบบ  ถ้าปราศจากการมาเยือนของเจ้ากระต่ายอีสเตอร์     ซึ่งเรารู้ดีว่ามีต้นกำเนิดมาจากชาวเยอรมัน  เด็กๆชาวเยอรมันเชื่อว่ากระต่ายศักดิ์สิทธิ์จะให้รังนกที่เต็มไปด้วยไข่หลากสีสันแก่พวกเขาถ้าพวกเขาประพฤติตัวดี  ต่อมาชาวดัชต์ที่มาตั้งหลักแหล่งในแถบเพนซีลเวเนียนำวัฒนธรรมนี้มาเผยแพร่ในทวีปอเมริกาประมาณปี ค.ศ.1700

      Today people not only adore the Easter Bunny but also enjoy chocolates in bunny shapes at Easter time. And like the egg, the rabbit, known for its fertility, has been a symbol of new life since ancient times.

        ทุกวันนี้ผู้คนไม่เพียงแต่ชื่นชมเจ้ากระต่ายอีสเตอร์  แต่ยังเพลิดเพลินไปกับการกินช็อคโกแลตรูปกระต่ายในวันอีสเตอร์อีกด้วย  ในขณะที่ไข่ไก่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์  กระต่ายนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนชีวิตใหม่ตั้งแต่สมัยโบราณมา


Untitled

        Bread is seen as a metaphor for the resurrection of Christ in that the flour comes to life and transforms itself to bread. Many cultures bake special breads at Easter that are rich with eggs and butter and decorated with fruits and nuts.

       ขนมปังเป็นสิ่งที่นำมาใช้แทนการฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์คือการที่แป้งกลับมามีชีวิตและเปลี่ยนสภาพเป็นขนมปัง  ในหลายวัฒนธรรมขนมปังสำหรับเทศกาลอีสเตอร์อุดมไปด้วยไข่และเนย  ตกแต่งด้วยผลไม้และถั่วชนิดต่างๆ

         Hot cross buns, specifically, have long been associated with spring. First-century pagans worshiped Eostre, the goddess of fertility and springtime and after whom Easter was named, and served her small cakes decorated with a cross at their yearly spring celebration.

      ขนมปังรูปกากบาทมีความเกี่ยวโยงกับฤดูใบไม้ผลิมาแต่นมนาน  พวกนอกรีตในศตวรรตที่หนึ่งบูชาเทพีอีสตร้าซึ่งเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และฤดูใบไม้ผลิ  ชื่อเทศกาลอีสเตอร์ก็ตั้งตามชื่อเทพีองค์นี้  พวกเขาจะถวายขนมเค้กชิ้นเล็กๆตกแต่งด้วยรูปไม้กางเขนในระหว่างการเฉลิมฉลองเทศกาลประจำปีในฤดูใบไม้ผลิ

        Nowadays, hot cross buns are decorated with a sweet icing in the shape of a cross to symbolize Christ’s crucifixion. And sweet breads and cakes of all kinds, like this Mocha Marble Pound Cake, adorn many Easter tables.

    ปัจจุบันขนมปังรูปกากบาทตกแต่งด้วยน้ำตาลเป็นรูปไม้กางเขนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการตรึงกางเขนของพระเยซูคริสต์ มีขนมปังและเค้กอีกหลากหลายชนิดเช่น  มอคค่า  มาเบล พาวนด์  เค้กที่นำมารับประทานในเทศกาลนี้


lamb

          Easter dinner usually centers on lamb or ham in dishes such as Basil Leg of Lamb or Baked Ham with Apricot Glaze. The lamb was adopted from the lamb sacrificed at Jewish Passover, and for Christians, it signifies Christ’s death on the cross. While the pig has always been a symbol of good luck and prosperity. In fact, the first recorded public blessing of Easter ham occurred in the tenth century. In Greek culture, lamb is the king of all animals when it comes to feasting.

        อาหารหลักสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ส่วนมากใช้วัตถุดิบหลักคือเนื้อแกะและแฮม เช่น ขาแกะอบใบโหระพา หรือแฮมอบน้ำเชื่อมแอปริคอท เนื้อแกะมีที่มามาจากการบวงสรวงในพิธีปัสกาของชาวยิว  สำหรับชาวคริสต์เนื้อแกะเป็นสัญลักษณ์ของการตายของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน  ในขณะที่เนื้อหมูเป็นสัญลักษณ์ของ  โชคดีและความเจริญรุ่งเรือง ตามประวัติศาสตร์การให้พรเนื่องในเทศกาลอีสเตอร์เกิดขึ้นในศตวรรษที่สิบ ในวัฒนธรรมกรีก  แกะถือว่าเป็นราชาของสัตว์ทุกชนิดในงานเลี้ยง


pig

          This animal has always been a symbol of good luck and prosperity among the Indo-Europeans. Many traces of this ancient symbolism are still alive in our time. In some German popular expressions the word “pig” is synonymous with “good luck” (Schwein haben). In Hungary the highest card (ace) in card games is called “pig” (disznó). Not too long ago it was fashionable for men to wear little figures of pigs as good luck charms on their watch chains. More recently charm bracelets for teen-agers contained dangling pigs. Savings boxes for children in the figure of a pig (piggy banks).

       สัตว์ชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์นำโชคและความสำเร็จในหมู่ชาวอินโด-ยูโรปมาตลอด  สัญลักษณ์โบราณนี้ยังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน คำอุทานภาษาเยอรมันที่เป็นที่นิยมนั้น หมู มีความหมายเดียวกับคำว่า โชคดี (Schwein haben)  ในประเทศฮังการี ไพ่ที่มีแต้มสูงสุดในเกมเรียกว่า หมู (disznó)  ไม่นานมานี้ผู้ชายนิยมห้อยจี้รูปหมูที่โซ่นาฬิกาเป็นเครื่องรางนำโชค  เมื่อเร็วๆนี้สร้อยข้อมือนำโชคสำหรับวัยรุ่นมีจี้รูปหมูห้อยอยู่  กระปุกออมสินสำหรับเด็กก็เป็นรูปหมูเช่นกัน

        It is an age-old custom, handed down from pre-Christian times, to eat the meat of this animal on festive occasions. Thus the English and Scandinavians ate boar meat and the Germans and Slavs roast pork on Christmas Day. Also, in many parts of Europe roast pork is still the traditional main dish at weddings and on major feast days. At Easter, smoked or cooked ham, as well as lamb, has been eaten by most European nations from ancient times, and is the traditional Easter dish from coast to coast in the United States. Roast pork is another traditional dish in some countries.

       การรับประทานเนื้อหมูในเทศกาลเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ถ่ายทอดมาตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล    ชาวอังกฤษและชาวสแกนดิเนเวียนรับประทานเนื้อหมูป่า ชาวเยอรมันและชาวสลาฟอบหมูในวันคริสมาสต์  หลายประเทศในทวีปยุโรปยังอบหมูเป็นอาหารประเพณีจานหลักในงานแต่งและงานเทศกาลสำคัญต่างๆ ในวันอีสเตอร์  ชาติยุโรปส่วนมากรับประทานหมูรมควันหรือแฮม เช่นเดียวกับเนื้อแกะมาตั้งแต่สมัยโบราณ และยังเป็นอาหารประเพณีวันอีสเตอร์ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา หมูอบยังเป็นอาหารจานหลักประเพณีในบางประเทศอีกด้วย


qqq.png

Ingredients

Pastry

1 cup Gold Medal™ all-purpose flour

1/4 teaspoon salt

1/3 cup plus 1 tablespoon shortening

2 to 3 tablespoons cold water

ส่วนประกอบทำแป้งพาย

แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง

เกลือ 1 /4 ช้อนชา

เนยขาว 1/3 ถ้วย กับ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำเย็น 2-3 ช้อนโต๊ะ

Filling

8 slices bacon, crisply cooked, crumbled (1/2 cup)

1 cup shredded Swiss or Cheddar cheese (4 oz)

1/3 cup finely chopped onion

4 large eggs

2 cups whipping cream or half-and-half

1/4 teaspoon salt

1/4 teaspoon pepper

1/8 teaspoon ground red pepper (cayenne)

ส่วนประกอบทำไส้

เบคอนหั่นสไลด์ 8 ชิ้น หั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วทอดให้กรอบประมาณ ½ ถ้วยตวง

ชีสสวิสขูด 1 ถ้วย หรือ เชดด้าชีส 4 ออนซ์

หอมใหญ่สับละเอียด 1/3 ถ้วยตวง

ไข่ไก่เบอร์ใหญ่ 4 ฟอง

วิปปิ้งครีม 2 ถ้วย หรือใช้ครีมสดและนมสดอย่างละครึ่งส่วนผสมกัน

เกลือ ¼ ช้อนชา

พริกไทย ¼ ช้อนชา

พริกป่น (ตรา cayenne) 1/8 ช้อนชา

Directions / วิธีการปรุง

1. In medium bowl, mix flour and salt. Cut in shortening, using pastry blender (or pulling 2 table knives through ingredients in opposite directions), until particles are size of small peas. Sprinkle with cold water, 1 tablespoon at a time, tossing with fork until all flour is moistened and pastry almost cleans side of bowl (1 to 2 teaspoons more water can be added if necessary).

ผสมแป้งกับเกลือในชามผสมขนาดกลาง จากนั้นตัดเนยขาวผสมกับแป้งโดยใช้มีดตัดเนย (หรือใช้มีดโต๊ะ 2 เล่มกดส่วนผสมไปในทิศตรงกันข้าม) จนกระทั่งส่วนผสมกลายเป็นก้อนเล็กๆขนาดเท่าเมล็ดถั่ว  ค่อยๆพรมน้ำเย็นลงไปครั้งละ 1 ช้อนชา  ใช้ส้อมคลุกแป้งให้เข้ากับน้ำจนแป้งเริ่มแฉะ    และคลุกต่อไปเรื่อยๆจนแป้งเริ่มไม่เกาะติดถ้วย (เติมน้ำเย็นเพิ่มอีก 1 หรือ 2 ช้อนชาถ้าจำเป็น)

2. Gather pastry into a ball. Shape into flattened round on lightly floured surface. Wrap in plastic wrap; refrigerate about 45 minutes or until dough is firm and cold, yet pliable. This allows the shortening to become slightly firm, which helps make the baked pastry more flaky. If refrigerated longer, let pastry soften slightly before rolling.

 ปั้นแป้งพายเป็นทรงกลมแบน โรยผงแป้งลงบนโต๊ะก่อนจะนำก้อนแป้งพายมาคลึง  แผ่ออกเป็นแผ่นกลมๆ จากนั้นหุ้มแผ่นแป้งด้วยพลาสติกใส นำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 45 นาที  หรือจนกว่าแป้งขนมจะอยู่ตัว  เย็นพอเหมาะและยังยืดหยุ่นได้ การทำแบบนี้จะทำให้เนยขาวค่อยๆจับตัวซึ่งจะทำให้แป้งจับตัวกันดีขึ้น  และถ้าแช่เย็นไว้นานกว่านี้จะต้องทิ้งให้แป้งนิ่มลงเล็กน้อยก่อนจะนำแป้งไปคลึง

 

3. Heat oven to 425°F. With floured rolling pin, roll pastry into round 2 inches larger than upside-down 9-inch quiche dish or glass pie plate. Fold pastry into fourths; place in quiche dish. Unfold and ease into dish, pressing firmly against bottom and side. Trim overhanging edge of pastry 1 inch from rim of pie plate. Fold and roll pastry under, even with plate; flute as desired.

 อุ่นในเตาที่อุณหภูมิ 425 องศาฟาเรนไฮต์  จากนั้นคลึงแป้งด้วยไม้นวดแป้ง  คลึงเป็นแผ่นกลมๆกว้างกว่าจานกีช หรือ ถาดพายขนาด 9 นิ้ว ประมาณ 2 นิ้ว  พับแป้งพายสี่ทบ  จากนั้นนำไปวางใส่ถาดขนม  แผ่แป้งลงในถาดแล้วกดแป้งให้แน่นตรงก้นถาดและบริเวณรอบข้าง  ตัดขอบแป้งที่โผล่พ้นจากขอบถาดเกิน 1 นิ้ว ออก  จากนั้นพับขอบแป้งแล้วม้วนเก็บไปด้านหลัง  ทำลวดลายขอบพายโดยกดแป้งไปตามลายถาดขนมหรือใช้นิ้วกดจับจีบเองตามใจชอบ

4. Carefully line pastry with a double thickness of foil, gently pressing foil to bottom and side of pastry. Let foil extend over edge to prevent excessive browning. Bake 10 minutes. Carefully remove foil and bake 2 to 4 minutes longer or until pastry just begins to brown and has become set. If crust bubbles, gently push bubbles down with back of spoon.

ใช้กระดาษฟอยล์ทองทบวางทาบด้านบน  จะกดกระดาษฟอยล์เบาๆตรงก้นและด้านข้างของแป้ง  ให้กระดาษฟอยล์โผล่พ้นขอบถาดขนมเพื่อป้องกันขอบขนมกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้  นำไปอบประมาณ 10 นาที  จากนั้นค่อยๆเอากระดาษฟอยล์ออกแล้วนำแป้งไปอบต่ออีก 2-3 นาที หรือนานกว่า  จนกระทั่งแป้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนและอยู่ตัว ถ้าแป้งพองตัวขึ้นให้ใช้เอาด้านหลังของช้อนกดเบาๆ

5. Reduce oven temperature to 325°F. Sprinkle bacon, cheese and onion in pie crust. In medium bowl, beat eggs slightly; beat in remaining filling ingredients. Pour into quiche dish.

ลดอุณหภูมิเตาอบลงที่ 325 องศาฟาเรนไฮต์  จากนั้นโรยเบคอน  ชีสและหัวหอมลงในแป้งพาย  ตอกไข่ใส่ชามผสมขนาดกลางแล้วค่อยๆตีไข่พลางใส่ส่วนผสมในการทำไส้ที่เหลือลงไป  เสร็จแล้วเทลงในถาดขนม

6. Bake 45 to 50 minutes or until knife inserted in center comes out clean. Let stand 10 minutes before serving.

นำไปอบต่ออีก 45 ถึง 50 นาทีหรือจนกระทั่งใช้มีดเจาะไปตรงใจกลางขนมพอดึงออกมาแล้วมีดไม่เปื้อน พักให้เย็นประมาณ 10 นาทีก่อนจะนำไปเสิร์ฟ


de

Ingredients

6 hard-cooked eggs, peeled

3 tablespoons mayonnaise or salad dressing

1/2 teaspoon ground mustard

1/8 teaspoon salt

1/8 teaspoon pepper

ส่วนประกอบ

ไข่ต้มสุก 6 ฟอง แกะเปลือก

มายองเนสหรือน้ำสลัด 3 ช้อนโต๊ะ
มัสตาร์ดป่น 1/2 ช้อนชา

เกลือ 1/8 ช้อนชา
พริกไทย 1/8  ช้อนชา

Directions / วิธีการปรุง

1. Cut eggs lengthwise in half. Slip out yolks and mash with fork.

ผ่าครึ่งไข่ตามแนวยาว ตักไข่แดงออกมาและบดด้วยส้อม

2. Stir in mayonnaise, mustard, salt and pepper. Fill whites with egg yolk mixture, heaping it lightly. Cover and refrigerate up to 24 hours.

คลุกไข่แดงกับมายองเนส มัสตาร์ด เกลือ และพริกไทยตักใส่กลับลงไปในไข่ขาวอย่างระมัดระวัง ปิดฝาภาชนะแล้วแช่ตู้เย็นไว้ 24 ชั่วโมง


hot

Ingredients

 4 Tbs. unsalted butter

1 cup whole milk

1⁄4 cup granulated sugar

1 package active dry yeast

4 cups all-purpose flour

3⁄4 tsp. ground cinnamon

1⁄8 tsp. ground allspice

1⁄8 tsp. freshly grated nutmeg

1 tsp. kosher salt

2 large eggs, lightly beaten

1 cup dried currants

1 Tbs. finely grated orange zest

ส่วนประกอบ

เนยจืด 4 ช้อนโต๊ะ

นม 1 ถ้วย

น้ำตาล 1/4 ถ้วย

ยีสต์แห้ง 1 ถุง

แป้งเอนกประสงค์ 4 ถ้วย

อบเชยป่น 3/4 ช้อนชา

ออลสไปซ์ป่น 1/8 ช้อนชา

จันทน์เทศสดป่น 1/8 ช้อนชา

เกลือ 1 ช้อนชา

ไข่ตีเล็กน้อย 2 ฟอง

ลูกเกดแห้ง 1 ถ้วย

ผิวส้มขูดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

Filling

4 Tbs. unsalted butter, softened

2⁄3 cup firmly packed light brown sugar

1 Tbs. ground cinnamon

1 egg white, beaten with a little warm water

ส่วนประกอบทำไส้

เนยจืดนิ่ม 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทรายแดง 2/3 ถ้วย

อบเชยป่น 1 ช้อนโต๊ะ

ไข่ขาว 1 ฟอง ตีกับน้ำอุ่น

The glaze

1⁄2 cup confectioners’ sugar

1 tsp. pure vanilla extract

1 tsp. whole milk

ส่วนประกอบทำซอสสำหรับเคลือบ

น้ำตาลไอซิ่ง 1/2 ถ้วย

กลิ่นวานิลลาสกัด 1 ช้อนชา

นม 1 ช้อนชา

Directions / วิธีการปรุง

1. In a small saucepan, melt the butter over low heat. Stir in the milk and granulated sugar, and warm to 110°F. Pour into the bowl of a stand mixer and add the yeast. Let stand until foamy, about 10 minutes.

ละลายเนยด้วยความร้อนต่ำในกระทะ  เติมนมและน้ำตาลลงไปแล้วคน  เพิ่มอุณหภูมิเป็น 110 องศาฟาเรนไฮต์     เทส่วนผสมลงไปในเครื่องปั่น เพิ่มยีสต์  ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีให้ขึ้นเป็นโฟม

2. In another bowl, whisk together the flour, cinnamon, allspice, nutmeg, and salt. Add to the yeast mixture along with the eggs, currants, and orange zest.  Attach the dough hook and knead the dough on medium-low speed for about 10 minutes. Scrape the dough into a ball, cover the bowl with plastic wrap, and let rise in a warm, draft-free spot until doubled, about 1 1⁄2 hours.

ในชามอีกใบ ใส่แป้งเอนกประสงค์ อบเชย ออลสไปซ์ป่น จันทน์เทศป่น  และเกลือ ใส่ส่วนผสมในข้อแรก ใส่ไข่ ลูกเกดแห้ง และเปลือกส้ม นวดแป้งด้วยความเร็วปานกลางนาน 10 นาที  ขูดแป้งที่นวดได้ที่เป็นก้อนใส่ถ้วย และใช้พลาสติกใสห่อ พักแป้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งจนแป้งฟูขึ้นสองเท่า

3. Meanwhile, make the filling: In a bowl, stir together the softened butter, brown sugar, and cinnamon.

ขณะรอแป้งเตรียมทำไส้ขนม: ผสมเนย น้ำตาลทรายแดง และอบเชยป่นเข้าด้วยกัน

4. Butter two 9-by-5-inch loaf pans. Dump the dough onto a floured work surface.     Divide the dough in half. Roll each half into an 8 1⁄2-inch square. Smear each square with half of the filling. Roll up the dough, pinch the seam to seal, and place seam side down in a prepared pan. Let rise until puffy and the dough rises above the pan sides, 1 to 1 1⁄2 hours.

ละเลงเนยให้ทั่วถาดอบขนมขนาด 9×5 นิ้ว  นำแป้งที่ขึ้นได้ที่แล้วมาแบ่งครึ่ง  ทำให้แป้งทั้งสองก้อนแบนเป็นสี่เหลี่ยมขนาด 8.5 นิ้ว  แบ่งไส้ที่เตรียมไว้ออกเป็นสองส่วน  นำไส้มาวางบนหน้าแป้งที่ทำให้แบนแล้วแผ่นละครึ่ง ม้วนแป้งไปจนสุดแผ่น  ทำอย่างเดียวกันสำหรับแป้งอีกแผ่น  วางแป้งที่ม้วนเรียบร้อยแล้วลงในถาดอบขนมที่เตรียมไว้ พักไว้จนแป้งที่ม้วนฟูขึ้นจนสุดขอบถาด   ประมาณ 1 ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง

5. Position a rack in the middle of the oven and preheat to 350°F. Brush the loaves with the egg wash. Bake until the loaves are golden brown and pull away from the pan sides, about 35 minutes. Turn out onto racks and let cool completely

วางตะแกรงในเตาอบชั้นกลาง  อุ่นเตาให้ร้อนที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์  ทาไข่  (ไข่ 1 ฟองผสมน้ำอุ่น 1 ช้อนโต๊ะ) ให้ทั่วแป้งและอบจนกระทั่งแป้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทอง  นำเอาออกจากถาดทิ้งไว้บนตะแกรงประมาณ 35 นาที จนหายร้อน

6. To make the glaze, if you like, in a small bowl, stir together the confectioners’ sugar, vanilla, and milk. Drizzle the glaze over the tops of the cooled loaves before cutting into thick, yummy slices. Makes 2 loaves.

วิธีการทำซอสเคลือบ: ผสมน้ำตาลไอซิ่ง กลิ่นวานิลลาสกัดและนมเข้าด้วยกัน  ราดซอสเคลือบลงบนขนมปังที่เย็นแล้วตัดเป็นชิ้นๆ  ขนาดน่ารับประทาน  ส่วนนี้ทำได้สองก้อน


honey

 

 

 

Ingredients

1 (3-lb.) piece young lamb shoulder with bones removed and reserved and meat butterflied and trimmed of sinew and fat

2 lb. lamb bones

Salt

2 ribs celery, trimmed and chopped

2 medium carrots, peeled, trimmed, and chopped

1 medium yellow onion, peeled and chopped

1 leek, trimmed, washed, and chopped

2 tbsp. flour

1 cup red wine

23 cup honey

4 lb. spinach, trimmed, washed, and chopped

14 cup pine nuts

3 tbsp. olive oil

ส่วนประกอบ

เนื้อไหล่แกะ 3 ปอนด์ นำกระดูกออกและแยกไว้ประกอบอาหารต่อไป เล็มเอ็นและไขมันออก

กระดูกแกะ 2 ปอนด์

เกลือ

ขึ้นฉ่ายฝรั่ง 2 ต้น เล็มและสับละเอียด

แครอท 2 หัว ขนาดกลาง ปอกเปลือก สับละเอียด

หอมหัวใหญ่ขนาดกลาง ปอกเปลือก สับ

กระเทียม 1 หัว เล็ม ล้าง สับ                                                                                                                                      

แป้ง 2 ช้อนโต๊ะ

ไวน์แดง 1 ถ้วยตวง

น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วยตวง

ผักโขม 4 ปอนด์ เล็ม ล้าง สับ

เมล็ดสน 1/4 ถ้วยตวง

น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ

Directions / วิธีการปรุง

1. Preheat oven to 400°. Put all lamb bones into a heavy medium roasting pan, season to taste with salt, and roast until brown, 1 hour. Scatter celery, carrots, onions, and leeks in pan with bones and roast for 30 minutes more. Transfer pan to top of stove, sprinkle flour in bottom of pan, and cook over medium heat, stirring constantly, until golden, 1–2 minutes. Stir in wine, 5 cups water, and honey and bring to a boil, scraping browned bits stuck to bottom of pan. Reduce heat to medium-low and simmer until reduced by two-thirds, 1 12–2 hours. Discard bones, then strain sauce through a sieve into a medium saucepan. Skim off and discard fat.Keep sauce warm over lowest heat.

เตรียมเตาอบที่อุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮน์ ใส่กระดูกแกะลงในกระทะอบ  ปรุงรสด้วยเกลือ  นำเข้าเตาอบ 1 ชั่วโมงจนกระดูกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล โรยขึ้นช่าย แครอท หัวหอม กระเทียมลงในกระทะพร้อมกระดูก  อบต่ออีก 30 นาที เปลี่ยนใส่กระทะทอดและวางบนเตาแก๊ส  โรยก้นกระทะด้วยแป้ง     ใช้ไฟปานกลาง  คนเรื่อยๆ1-2นาที จนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ใส่ไวน์ น้ำ 5 ถ้วย น้ำผึ้ง  ตั้งจนเดือด  ขูดเศษที่ติดกะทะใส่ไปด้วย ลดอุณหภูมิของเตาเป็นปานกลาง-ต่ำ เคี่ยวต่ออีก 12-2 ชั่วโมง จนเหลือ 2 ใน 3  ตักกระดูกทิ้งช้อนไขมันที่ลอยอยู่ทิ้งไป  อุ่นซอสด้วยไฟเบาที่สุด

2. Meanwhile, cook spinach in a large pot of salted water over high heat until very soft, 2–3 minutes. Drain, squeezing out excess water, and set aside.

ต้มผักโขมกับน้ำเกลือในหม้อใหญ่ด้วยความร้อนสูง 2-3 นาที จนผักโขมนิ่มพอสมควร  เทน้ำออก  บีบน้ำออกจากผักและวางพักไว้

3. Preheat oven to 350°. Lay lamb out flat on a wok surface. Place spinach down center of meat, season to taste with salt and scatter with pine nuts. Gather long sides of meat together to enclose filling and tuck short sides in at each end. Tie kitchen twine around width of meat at 2″ intervals, then tie a piece of twine around length of meat to hold ends in place. Rub meat with oil and sea son to taste with salt. Then put into a medium roasting pan and roast until ten der, 1-1 12 hours. Let lamb rest for 10 minutes, then remove twine and carve. Spoon sauce over lamb.

เตรียมเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์  เอาเนื้อแกะออกมาวางบนพื้นสำหรับเตรียมอาหาร  วางผักโขมตรงกลางของเนื้อ ปรุงรสด้วยเกลือ และโรยเมล็ดสนให้ทั่ว จับด้านยาวของเนื้อพับเข้าหากันเพื่อห่อใส้ไว้  ยัดปลายด้านสั้นเข้าด้านใน มัดทั้งสองข้างด้วยเชือกสำหรับทำอาหาร ทาเนื้อด้วยน้ำมันและเพิ่มรสชาติด้วยเกลือ  วางในกระทะอบขนาดกลาง อบ 1-112ชั่วโมงจนกระทั่งเนื้อนุ่ม พักเนื้อ 10 นาที ตัดเชือกและหั่นเนื้อ  ราดซอสบนเนื้อแกะ

 

 

 


 

 

rrr

Ingredients

1/4 cup kosher salt

1/4 cup packed brown sugar

2 cups apple cider

1 bunch fresh rosemary

1 bunch fresh thyme

1 teaspoon chili powder

4 pound pork loin roast

1 tablespoon canola or vegetable oil

ส่วนประกอบ

เกลือ 1/4 ถ้วยตวง

น้ำตาลทรายแดงอัดแน่น 1/4 ถ้วยตวง

น้ำส้มแอปเปิ้ลหมัก (apple cider) 2 ถ้วย

โรสแมรี่สด 1 กำ

ต้นไธม์(Thyme)สด 1 กำ

พริกป่น 1 ช้อนชา

เนื้อสะโพกหมูอบ 4 ปอนด์

น้ำมันคาโนลา (Canola oil) หรือน้ำมันพืช 1 ข้อนโต๊ะ

Directions / วิธีการปรุง

1. In a small saucepan over medium heat, combine the salt, brown sugar, cider,     rosemary, thyme and chili powder. Stir just until the sugar and salt dissolve. Cool completely.

ผสมเกลือ น้ำตาลทรายแดง น้ำแอปเปิ้ลหมัก  โรสแมรี่ ไธม์  พริกป่นลงในกระทะใบเล็กตั้งใจปานกลาง  คนจนน้ำตาลและเกลือละลาย ปิดเตา ทิ้งไว้จนเย็นสนิท

2. In a large zip-close plastic bag, combine the pork loin and the brine solution. Squeeze out any air and seal the bag shut. Place in a bowl in case of any leaks, then refrigerate for 24 hours.

ผสมเครื่องปรุงที่เตรียมไว้หมักสะโพกหมู ใส่ในถุงพลาสติกซิปล็อกใบใหญ่ รีดไล่อากาศออกและปิดถุง วางในชามเผื่อมีน้ำไหลออกจากถุง แช่ตู้เย็น 24 ชั่วโมง

3. Thirty minutes before you are ready to cook, heat the oven to 350 F. Fit a roasting pan with a rack.

เตรียมเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ 30นาทีก่อนอบ วางตะแกรงลงในถาดอบ

4. Drain the pork and discard the brine solution. Rinse the pork with cool water, then pat it dry with paper towels. Rub the surface of the pork with the oil and place on the rack. Roast for 45 minutes, or until a thermometer reads 145 F. Allow to rest for 15 minutes before slicing.

เทน้ำหมักออกจากเนื้อหมู  ล้างเนื้อด้วยน้ำเย็น  เช็ดให้แห้งด้วยกระดาษทำครัว ทาด้วยน้ำมัน  แล้ววางบนตะแกรง อบ 45 นาทีหรือจนกว่าเทอมอมิเตอร์วัดได้อุณหภูมิ 145 องศาฟาเรนไฮต์ นำออกจากเตา พักไว้ 15 นาทีก่อนหั่นเป็นแผ่นๆ


REFERENCES

head photo reference

Easter foods and their meanings

Quiche Larraine / Quiche Lorraine(2)

Classic Deviled Eggs

Hot Cross Bun Loaf

Honeyes Roast Lamb with Spinach and Pine Nuts

Rosemary-cider brined Easter pork

Group 11

น.ส.พุชชินี พัฒนกิจ 05550234

น.ส.นัตติญา  การพิธี 05560162

น.ส.เวธนี ธนิษฐ์เวธน์ 05560328

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s