History of Easter

History of Easter | ความเป็นมาของเทศกาลอีสเตอร์

christian-easter

Easter, the principal festival of the Christian church year, celebrates the Resurrection of Jesus Christ on the third day after his Crucifixion. The origins of Easter date to the beginnings of Christianity, and it is probably the oldest Christian observance after the Sabbath (observed on Saturday). Meanwhile, many of the cultural historians find, in the celebration of Easter, a convergence of the three traditions – Pagan, Hebrew and Christian.

According to St. Bede, an English historian of the early 8th century, Easter owes its origin to the old Teutonic mythology. It was derived from the name Eostre, the Anglo-Saxon goddess of spring, to whom the month of April was dedicated. The festival of Eostre was celebrated at the vernal equinox, when the day and night gets an equal share of the day.

The English name “Easter” is much newer. When the early English Christians wanted others to accept Christianity, they decided to use the name Easter for this holiday so that it would match the name of the old spring celebration. This made it more comfortable for other people to accept Christianity.

But it is pointed out by some that the Easter festival, as celebrated today, is related with the Hebrew tradition, the Jewish Passover. This is being celebrated during Nisan, the first month of the Hebrew lunar year. The Jewish Passover under Moses commemorates Israel’s deliverance from about 300 years of bondage in Egypt.

อีสเตอร์เป็นเทศกาลใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อฉลองการฟื้นจากความตาย ของพระเยซูคริสต์สามวันหลังจากที่พระองค์ถูกตรึงบนไม้กางเขน อีสเตอร์ถือเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นพร้อมกับศาสนาคริสต์และอาจเป็นประเพณีทาง ศาสนาที่เก่าแก่มากที่สุดรองจากประเพณีสะบาโต (Sabbath) ซึ่งเป็นการหยุดพักในวันเสาร์ของชาวยิว ขณะเดียวกัน นักประวัติศาสตร์ด้านวัฒนธรรมหลายท่านพบว่าการเฉลิมฉลองเทศกาลอีสเตอร์เป็น การบรรจบของประเพณีสามกลุ่ม ได้แก่ พวกนอกศาสนา ชาวฮิบรู และชาวคริสต์

นักบุญบีดซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษในสมัยศตวรรษที่ 8 กล่าวว่า อีสเตอร์มีต้นกำเนิดมาจากตำนานเทพปกรณัมของพวกทูโทนิค เป็นชื่อที่กลายมาจากอีสตระหรืออุสตรา (Eostre) เทพเจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิของชาวแองโกล-แซกซันมีพิธีบูชาในเดือนเมษายน ในวันที่กลางวันเท่ากับกลางคืน

“อีสเตอร์” เป็นคำภาษาอังกฤษสมัยใหม่ ในสมัยก่อนคริสต์ศาสนิกชนชาวอังกฤษต้องการให้ผู้อื่นยอมรับศาสนาคริสต์ที่พวกเขานับถือจึงตัดสินใจใช้คำว่าอีสเตอร์เรียกวันเฉลิมฉลองพิเศษเพราะคำนี้พ้องกับชื่อพิธีกรรมในฤดูใบไม้ผลิโบราณ อีกทั้งส่งผลให้ผู้อื่นยอมรับศาสนาคริสต์ได้ง่ายขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม มีคนไม่น้อยกล่าวว่าเทศกาลอีสเตอร์ในปัจจุบันบังเอิญเกี่ยวพันกับเทศกาลปัสกา (Jewish Passover) ของชาวฮิบรูซึ่งจัดขึ้นในเดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติ เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่โมเสสพาชาวอิสราเอลหลบหนีออกจากประเทศอียิปต์ที่ชาวอิสราเอลต้องตกเป็นทาสมานานกว่าสามร้อยปี

easter-history-of-christ

It was in during this Passover in 30 AD Christ was crucified under the order of the Roman governor Pontius Pilate as the then Jewish high priests accused Jesus of “blasphemy”. The resurrection came three days later, on the Easter Sunday. The early Christians, many of them being brought up in Jewish tradition regarded Easter as a new feature of the Pascha (Passover). It was observed in memory of the advent of the Messiah, as foretold by the prophets. And it is equanimous with the proclamation of the resurrection. Thus the early Christian Passover turned out to be a unitive celebration in memory of the passion-death-resurrection of Jesus. However, by the 4th century, Good Friday came to be observed as a separate occasion. And the Pascha Sunday had been devoted exclusively to the honor of the glorious resurrection.

Throughout the Christendom the Sunday of Pascha had become a holiday to honor Christ. At the same time many of the pagan spring rites came to be a part of its celebration. May be it was the increasing number of new converts who could not totally break free of the influence of pagan culture of their forefathers. But despite all the influence, there was an important shift in the spirit. No more glorification of the physical return of the Sun God. Instead the emphasis was shifted to the Sun of Righteousness who had won banishing the horrors of death for ever.

ระหว่างเทศกาลปัสกาในปี ค.ศ. 30 พระเยซูคริสต์ถูกจับตรึงกางเขนโดยคำสั่งของรัฐบาลโรมัน หัวหน้าคณะสงฆ์ชาวยิวนามว่า ปอนติอุส ปิลาตุส กล่าวหาว่าพระเยซูได้กระทำ ” การดูหมิ่นศาสนา” แต่พระองค์ทรงคืนพระชนม์ชีพจากความตายหลังจากนั้น 3 วันซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ (วันอีสเตอร์) พอดี ในช่วงแรกคริสต์ศาสนิกชนส่วนใหญ่ซึ่งเติบโตมากับประเพณีของชาวยิว มีความเชื่อว่าวันอีสเตอร์คือเทศกาลฉลองวันปัสกา และกลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมาเพื่อรำลึกถึงการถือกำเนิดของพระเมสไซยาห์ตามคำทำนายของศาสดาพยากรณ์ที่ได้ประกาศการฟื้นคืนพระชนม์ชีพไว้ล่วงหน้า ดังนั้น วันปัสกาของคริสต์ศาสนิกชนในระยะแรกจึงเป็นวันเฉลิมฉลองร่วมกันกับวันรำลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูหลังอุทิศตนให้ความตาย ต่อมา ในศตวรรษที่ 4 วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) ได้รับการจำแนกเป็นเทศกาลพิเศษอีกหนึ่งเทศกาล วันอาทิตย์ปัสกาจึงกลายเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศให้กับการฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูโดยสมบูรณ์

ที่ผ่านมา วันอาทิตย์ปัสกาของคริสตจักรเป็นวันหยุดเพื่อเป็นเกียรติแด่พระเยซูคริสต์มาโดยตลอด ในขณะเดียวกันพิธีบูชาในฤดูใบไม้ผลิของลัทธินอกศาสนาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองด้วย อาจจะเนื่องมาจากจำนวนคนที่เปลี่ยนศาสนามีมากขึ้น และคนเหล่านั้นไม่สามารถละทิ้งวัฒนธรรมจากบรรพบุรุษของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม มีความเชื่อหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก พวกเขาไม่ได้เชิดชูการกลับมาของสุริยเทพ (Sun God) อีกต่อไป และกลับให้ความสำคัญกับสุริยเทพแห่งความชอบธรรม (Sun of Righteousness) ผู้ซึ่งสามารถขับไล่ความกลัวจากความตายได้ตลอดกาล

sun_god_symbol_wine_charm-re1757fc41a4f44449e1557a6b5b0eb7b_zfy82_1024

The Feast of Easter was well established by the second century. But there had been dispute over the exact date of the Easter observance between the Eastern and Western Churches. The East wanted to have it on a weekday because early Christians observed Passover every year on the 14th of Nisan, the month based on the lunar calendar. But, the West wanted that Easter should always be a Sunday regardless of the date. To solve this problem the emperor Constantine called the Council of Nicaea in 325. The question of the date of Easter was one of its main concerns. The council decided that Easter should fall on Sunday following the first full moon after the vernal equinox. However, fixing up the date of the Equinox was still a problem. The Alexandrians noted for their rich knowledge in astronomical calculations were given the task and March 21 was made out to be the perfect date for spring equinox.

ในศตวรรษที่ 2 เทศกาลอีสเตอร์กลายเป็นเทศกาลที่มีการฉลองกันอย่างจริงจัง ระหว่างนั้น แม้จะมีการโต้เถียงระหว่างชาวตะวันตกและชาวตะวันออกในเรื่องเกี่ยวกับวันฉลองเทศกาลอีสเตอร์ ชาวตะวันออกต้องการให้วันอีสเตอร์ตรงกับวันธรรมดายกเว้นวันอาทิตย์เนื่องจากคำนึงว่าคริสต์ศาสนิกชนปฏิบัติตามธรรมเนียมของเทศกาลปัสกามาทุกๆปีในที่ 14 ของเดือนนิสสานตามปฏิทินจันทรคติ ในขณะที่ชาวตะวันตกต้องการให้เป็นวันอาทิตย์โดยไม่คำนึงว่าเป็นวันที่เท่าใด จักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งอาณาจักรโรมันได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเรียกประชุม สภาแห่งไนเซีย ผลการประชุมตัดสินว่าเทศกาลอีสเตอร์ควรเป็นวันอาทิตย์แรกหลังจากพระจันทร์ เต็มดวงในวันที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน (Spring Equinox) แต่วัน Spring Equinox นี้ยังไม่ได้ตกลงกันว่าเป็นวันที่ 21 หรือ 22 มีนาคม ภายหลัง ชาวอเล็กซานเดรียนได้ใช้ความเชี่ยวชาญในด้านการคำนวณทางดาราศาสตร์ คำนวณและประกาศว่าวัน Spring Equinox ควรเป็นวันที่ 21 มีนาคม

otherworld

The dating of Easter today follows the same. Accordingly, churches in the West observe it on the first day of the full moon that occurs on or following the Spring equinox on March 21 by the Gregorian calendar, while eastern churches use the Julian calendar. Easter became a movable feast between March 21 and April 25.

ในปัจจุบันได้กำหนดเทศกาลอีสเตอร์ในแต่ละพื้นที่ไปในทิศทางเดียวกัน โบสถ์ในซีกโลกตะวันตกยินยอมให้เทศกาลอีสเตอร์เริ่มต้นในวันแรกที่พระจันทร์เต็มดวงหลังจากวันที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน (Spring Equinox) หรือ 21 มีนาคม โดยยึดตามปฏิทินเกรกอเรียน (Gregorian Calendar) ในขณะที่โบสถ์ในซีกโลกตะวันออกยึดตามปฏิทินจูเลียน (Julian Calendar) ต่อมาเทศกาลอีสเตอร์กลายเป็นเทศกาลที่ไม่มีวันกำหนดแน่นอนในแต่ละปี แต่จะฉลองกันระหว่าง 21 มีนาคม ถึง 25 เมษายน


Resurrection as a symbol of rebirth | การฟื้นคืนชีพ สัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่

One theory that has been put forward is that the Easter story of crucifixion and resurrection is symbolic of rebirth and renewal and retells the cycle of the seasons, the death and return of the sun.

According to some scholars, such as Dr. Tony Nugent, teacher of Theology and Religious Studies at Seattle University, and Presbyterian minister, the Easter story comes from the Sumerian legend of Damuzi (Tammuz) and his wife Inanna (Ishtar), an epic myth called “The Descent of Inanna” found inscribed on cuneiform clay tablets dating back to 2100 BC. When Tammuz dies, Ishtar is grief–stricken and follows him to the underworld. In the underworld, she enters through seven gates, and her worldly attire is removed. “Naked and bowed low” she is judged, killed, and then hung on display. In her absence, the earth loses its fertility, crops cease to grow and animals stop reproducing. Unless something is done, all life on earth will end.

After Inanna has been missing for three days her assistant goes to other gods for help. Finally one of them Enki, creates two creatures who carry the plant of life and water of life down to the Underworld, sprinkling them on Inanna and Damuzi, resurrecting them, and giving them the power to return to the earth as the light of the sun for six months. After the six months are up, Tammuz returns to the underworld of the dead, remaining there for another six months, and Ishtar pursues him, prompting the water god to rescue them both. Thus were the cycles of winter death and spring life.

หากกล่าวถึงวันอีสเตอร์ สมมติฐานหนึ่งได้เสนอว่าการตรึงกางเขนและการฟื้นคืนชีพเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ การสู่สภาพเดิม การหมุนเวียนของฤดูกาล และการดับและการเกิดใหม่ของพระอาทิตย์

ดร.โทนี่ นูเจนท์ ผู้สอนวิชาเทววิทยาและศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยซีแอตเทิล และบาทหลวงนิกายเพรสไบทีเรียนกล่าวว่า  วันอีสเตอร์มีต้นกำเนิดมาจาก “การดับสลายของอินันนา” ตำนานมหากาพย์สุเมเรียนเกี่ยวกับดามุสซี (Damuzi) หรือ ทามุส (Tammuz) และอินันนา (Inanna) หรืออิชทาร์ (Ishtar) ผู้เป็นภรรยา โดยจารึกบนแผ่นดินเหนียวด้วยอักษรคูนิฟอร์มเมื่อ 2100 ปีก่อนคริสตกาล  เมื่อทามุสตาย อิชทาร์เศร้าเสียใจและติดตามเขาไปในโลกแห่งความตาย นางเดินทางผ่านประตูเจ็ดด่านและต้องเปลื้องเสื้อผ้าทุกชิ้น หลังจากที่นางต้องเปลื้องผ้าและนอบน้อม อินันนาถูกตัดสินประหารชีวิตและนำศพไปประจานในที่สาธารณะ การจากไปของอินันนาทำให้โลกสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ พืชพรรณล้มตายและสัตว์ไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ ทุกสรรพสิ่งบนโลกจะถึงจุดจบ

หลังจากอินันนาหายไปสามวัน ผู้ช่วยจึงได้ขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้า ในที่สุดเทพเอนกิ (Enki) ซึ่งอาศัยอยู่ในปราสาทใต้ทะเลที่เรียกว่าแอพซู ได้สร้างมนุษย์ขึ้นสองคนและมอบหมายนำพืชแห่งชีวิตและน้ำแห่งชีวิตไปโปรยบนร่างอินันนาและดามุสซีเพื่อให้คืนชีพเป็นแสงอาทิตย์และกลับสู่โลกมนุษย์เป็นเวลาครึ่งปี เมื่อครบกำหนด  ทามุสจะกลับมาสู่โลกแห่งความตายอีกครั้งนานหกเดือน อิชทาร์จะมาตามหาทามุสและขอให้เทพแห่งน้ำช่วยชีวิตเขาทั้งคู่ จึงเป็นที่มาของวงจรความตายอันเหน็บหนาวและการฤดูใบไม้ผลิ

winged_ishtar
The Descent of Innana | การดับสลายของอินันนา

The Sumerian goddess Inanna is known outside of Mesopotamia by her Babylonian name, “Ishtar”. In ancient Canaan Ishtar is known as Astarte, and her counterparts in the Greek and Roman pantheons are known as Aphrodite and Venus. In the 4th Century, when Christians identified the exact site in Jerusalem where the empty tomb of Jesus had been located, they selected the spot where a temple of Aphrodite (Astarte/Ishtar/Inanna) stood. The temple was torn down and the Church of the Holy Sepulchre was built, the holiest church in the Christian world.

Dr. Nugent points out that the story of Inanna and Damuzi is just one of a number of accounts of dying and rising gods that represent the cycle of the seasons and the stars. For example, the resurrection of Egyptian Horus; the story of Mithras, who was worshipped at Springtime; and the tale of Dionysus, resurrected by his grandmother. Among these stories are prevailing themes of fertility, conception, renewal, descent into darkness, and the triumph of light over darkness or good over evil.

อินันนา เทพีแห่งสุเมเรียนเป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมเมโสโปเตเมียในชื่อ อิชทาร์ (Ishtar) ซึ่งเป็นชื่อในภาษาบาบิโลเนียน (Babylonian)  ชาวคานาอันสมัยโบราณเรียกอิชทาร์ว่า แอสทาร์ต (Astarte) ส่วนชาวกรีกเรียกว่า แอโฟรไดที ขณะที่ชาวโรมันขนานนามนางว่าวีนัส ในศตวรรษที่ 4 ชาวคริสเตียนพบว่าพื้นที่บริเวณวิหารแอโฟรไดที (Astasrte/ Ishtar / Inanna) ในเมืองเยรูซาเล็มมีความเหมาะสมที่สุดในการสร้างสุสานพระเยซู เมื่อวิหารแอโฟรไดทีถูกทำลายลง ได้มีการสร้างโบสถ์ใหม่ขึ้นมาสำหรับเก็บหลุมฝังศพและยังเป็นโบสถ์ที่มีความ ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในคริสต์ศาสนา

ดร.นูเจนท์กล่าวว่า นอกจากตำนานเรื่องเล่าระหว่างอินนันนา (Inanna) และ ดามุสซี (Damuzi) แล้วยังมีตำนานอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับทวยเทพที่ดับสลายแล้วและที่ยังคงอยู่ เช่น การฟื้นคืนชีพของเทพเจ้าออรัสตามความเชื่อของชาวอียิปต์ เรื่องราวของสุริยเทพ (Mithras) เทพเจ้าผู้เป็นที่เคารพบูชาในฤดูใบไม้ผลิ และตำนานเกี่ยวกับเทพไดโอนีซุส (Dionysus) ซึ่งฟื้นคืนชีพด้วยความช่วยเหลือของย่า ตำนานที่กล่าวมาข้างต้นนี้แสดงให้เห็นวงจรของฤดูกาลและดาวเคราะห์ รวมทั้งแนวคิดที่คล้ายกัน เช่น ความอุดมสมบูรณ์  การกลับสู่สภาพเดิม  การตกอยู่ภายใต้ความมืดมน  และการที่ความสว่างมีชัยเหนือความมืดหรือเรียกว่าความดีที่ชนะความชั่ว


The Ancient Pagan Origins of Easter | ต้นกำเนิดของเทศกาลอีสเตอร์ตามความเชื่อลัทธินอกศาสนาในยุคโบราณ

ostarapray

A related perspective is that, rather than being a representation of the story of Ishtar, Easter was originally a celebration of Eostre, goddess of Spring, otherwise known as Ostara, Austra, and Eastre. One of the most revered aspects of Ostara for both ancient and modern observers is a spirit of renewal.

Celebrated at Spring Equinox on March 21, Ostara marks the day when light is equal to darkness, and will continue to grow. As the bringer of light after a long dark winter, the goddess was often depicted with the hare, an animal that represents the arrival of spring as well as the fertility of the season.

เทศกาลอีสเตอร์ไม่เพียงแต่เกี่ยวพันกับตำนานของเทพีอิชทาร์ (Ishtar) แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองครั้งแรกของอีสตร้า (Eostre) เทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิ หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ออสทารา (Ostara) ออสตร้า (Austra) และอีสเตอร์ (Eastre) ลักษณะที่น่าเลื่อมใสที่สุดของออสทาราต่อมนุษย์ยุคโบราณและสมัยใหม่คือความคิดเรื่องการฟื้นคืนชีวิตของสรรพสิ่ง

ในสมัยก่อน เทศกาลออสทารา (Ostara) ได้ถูกจัดขึ้นในวันที่ 21 มีนาคม และต่อมาเปลี่ยนเป็นวันที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน (Spring Equinox) ในฐานะที่ออสทาราเป็นผู้นำแสงสว่างกลับมาโลกหลังจากฤดูหนาวที่ยาวนาน ภาพวาดของนางจึงมีกระต่ายป่าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิและความอุดมสมบูรณ์อยู่เคียงคู่เสมอ

pagan-origins-of-easter

According to Jacob Grimm’s Deutsche Mythologie, the idea of resurrection was ingrained within the celebration of Ostara: “Ostara, Eástre seems therefore to have been the divinity of the radiant dawn, of upspringing light, a spectacle that brings joy and blessing, whose meaning could be easily adapted by the resurrection-day of the Christian’s God.”

ตำนานเทพปกรณัมเยอรมันของเจคอบ กริมม์ (Jacob Grimm) กล่าวว่าความเชื่อเรื่องการฟื้นคืนชีพมีความเกี่ยวพันกับการเฉลิมฉลองออสทาราโดยตรง ดังข้อความที่ว่า “เทศกาลออสทาราคือแสงยามเช้าอันศักดิ์สิทธิ์และแสงสว่างในต้นฤดูใบไม้ผลิ  นำมาซึ่งความสุขและความยินดี ที่มีความหมายเหมาะสมกับวันฟื้นคืนชีพของพระเยซูคริสต์


The Origins of Easter Customs | จุดเริ่มต้นของประเพณีอีสเตอร์

The most widely-practiced customs on Easter Sunday relate to the symbol of the rabbit (‘Easter bunny’) and the egg.  As outlined previously, the rabbit was a symbol associated with Eostre, representing the beginning of Springtime. Likewise, the egg has come to represent Spring, fertility and renewal.  In Germanic mythology, it is said that Ostara healed a wounded bird she found in the woods by changing it into a hare. Still partially a bird, the hare showed its gratitude to the goddess by laying eggs as gifts.

The Encyclopedia Britannica clearly explains the pagan traditions associated with the egg: “The egg as a symbol of fertility and of renewed life goes back to the ancient Egyptians and Persians, who had also the custom of colouring and eating eggs during their spring festival.” In ancient Egypt, an egg symbolised the sun, while for the Babylonians, the egg represents the hatching of the Venus Ishtar, who fell from heaven to the Euphrates.

การฉลองเทศกาลอีสเตอร์ด้วยไข่และกระต่ายเป็นสิ่งที่นิยมทำกันอย่างแพร่หลาย ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นกระต่ายมีความเกี่ยวพันกับเทพเจ้าอุสตาราและแสดงถึงการเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ และไข่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิ ความอุดมสมบูรณ์และการกลับสภาพเดิม ตามตำนานเทพปกรณัมเจอร์มานิก ออสทาราได้เปลี่ยนสภาพนกที่บาดเจ็บให้กลายเป็นกระต่ายป่าแต่ยังมีบางส่วนเป็นนกเช่นเดิม มันจึงออกไข่เพื่อแสดงความขอบคุณต่อออสทารา

จากสารานุกรมบริแทนนิกา (Britannica) ลัทธินอกศาสนาเชื่อว่า “ไข่ สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และชีวิตที่กลับสภาพเดิม ทำให้ระลึกถึงชาวอียิปต์โบราณและชาวเปอร์เซียที่มีการตกแต่งไข่และนำไปรับประทานในวันอีสเตอร์”  ชาวอียิปต์ในยุคโบราณเชื่อว่าไข่เป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์  ในขณะที่ชาวแบบิลอน (Babylonians) เชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์การกำเนิดของวีนัสอิสทรา (Venus Ishtar) เทพีผู้ลงมาจุติ ณ แม่น้ำยูเฟรตีสในประเทศอิรัก

4b010d9e7751a806c6cfb97998a47c9a
Phanes, an orphic god, emerging from the cosmic egg   พาเนซ เทพเจ้ากรีกขณะปรากฏออกจากไข่แห่งจักรวาล

In many Christian traditions, the custom of giving eggs at Easter celebrates new life. Christians remember that Jesus, after dying on the cross, rose from the dead, showing that life could win over death. For Christians the egg is a symbol of Jesus’ resurrection, as when they are cracked open, they stand for the empty tomb. Regardless of the very ancient origins of the symbol of the egg, most people agree that nothing symbolises renewal more perfectly than the egg – round, endless, and full of the promise of life.

While many of the pagan customs associated with the celebration of Spring were at one stage practised alongside Christian Easter traditions, they eventually came to be absorbed within Christianity, as symbols of the resurrection of Jesus.

Whether it is observed as a religious holiday commemorating the resurrection of Jesus Christ, or a time for families in the northern hemisphere to enjoy the coming of Spring and celebrate with egg decorating and Easter bunnies, the celebration of Easter still retains the same spirit of rebirth and renewal, as it has for thousands of years.

การมอบไข่ในวันอีสเตอร์เป็นธรรมเนียมของคริสต์ศาสนิกชนแต่ละนิกายและถือเป็นการเฉลิมฉลองชีวิตใหม่ ชาวคริสต์จะระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขนเสมอ รวมทั้งการฟื้นจากความตายจนถึงการพิสูจน์ว่าชีวิตสามารถเอาชนะความตายได้ สำหรับชาวคริสต์ไข่คือสัญลักษณ์การฟื้นคืนชีพของพระเยซู เนื่องจากความว่างเปล่าภายในเปลือกไข่หลังแยกออกจากกันหมายถึงหลุมศพที่ว่างเปล่าได้ คริสต์ศาสนิกชนส่วนมากจึงเห็นตรงกันว่า “ไข่” ที่ทั้งกลมมน ไม่มีจุดสิ้นสุด และเต็มไปด้วยชีวิต คือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแทนการกลับสู่สภาพเดิม

ในเวลาต่อมาธรรมเนียมปฏิบัติของลัทธินอกศาสนาที่แต่เดิมเกี่ยวข้องกับการ เฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลินั้นได้เปลี่ยนมาปฏิบัติเช่นเดียวกับธรรมเนียมของ คริสต์ศาสนิกชน และเริ่มซึมซับความเป็นศาสนาคริสต์อย่างค่อยเป็นค่อยไป เสมือนเป็นการกลับมาของพระเยซูคริสต์

แม้เทศกาลอีสเตอร์เป็นวันหยุดทางศาสนาและเป็นวันระลึกถึงการฟื้นจากความตาย ของพระเยซูคริสต์ หรือเป็นวันที่หลายครอบครัวในประเทศทางตอนเหนือได้ใช้เวลาเพื่อรอต้อนรับฤดู ใบไม้ผลิและสนุกสนานกับการตกแต่งไข่และกระต่ายอีสเตอร์ด้วยกัน แต่การเฉลิมฉลองเทศกาลอีสเตอร์ยังคงมีจิตวิญญาณของการเกิดใหม่และการกลับสู่ สภาพเดิมของชีวิต เหมือนที่เป็นเสมอมาหลายศตวรรษ


References :

 http://www.theholidayspot.com/easter/history/easter_history.htm#1hM8Q6ro8EgrdyjZ.99

http://www.ancient-origins.net/myths-legends/ancient-pagan-origins-easter-001571

Image Sources :

http://www.ancient-origins.net/sites/default/files/christian-easter.jpg

http://saltedscarletry.com/wp-content/uploads/2014/04/ostara.jpg

http://www.theholidayspot.com/easter/history/easter-history-of-christ.jpg

http://rlv.zcache.com.au/sun_god_symbol_wine_charm-re1757fc41a4f44449e1557a6b5b0eb7b_zfy82_1024.jpg?rlvnet=1

http://nhlife.files.wordpress.com/2014/03/otherworld.jpg

http://www.bibliotecapleyades.net/serpents_dragons/boulay08e_b.htm

http://www.angelfire.com/wa3/angelline/ostarapray.jpg

https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/4b/01/0d/4b010d9e7751a806c6cfb97998a47c9a.jpg


กลุ่ม 1 : History of Easter

นางสาวกมลชนก     ทองคำ         05560008
นางสาวนวพร          นพมิตร         05560157
นางสาวเพ็ญพบู      สุขสว่าง        05560252

Advertisements

One thought on “History of Easter

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s